วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ต้น PBL

ผมได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้จาก ครูสอนดี ครูเพื่อศิษย์ท่านหนึ่ง ท่านส่งบทความเรื่อง PBL มาให้ผมอ่านทาง FB แล้วถามผมว่า "ถูกหรือไม่" ... ผมเขียนบันทึกตอบท่านไปว่า "ไม่มีผิด ไม่มีถูก" และสะท้อนวิธีการของท่านว่า เป็นเหมือนการ "ปลูกต้น PBL" ให้กับเด็กๆ .... ดังจะขยายความต่อไปนี้ครับ

PBL ย่อมาจาก Problem-based Learning แปลเป็นภาษาไทย (ที่ใช้กันทั่วไป) ว่า การเรียนรู้บนฐานปัญหา นิยามของนักการศึกษาจะว่าอย่างไร ผมคิดว่าไม่สำคัญ แต่ที่ PBL สำคัญเป็นเพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทำให้เกิดทั้งความรู้ ทักษะ และที่สำคัญคือทำให้เกิด "ฉันทะ" กับผู้เรียนได้ดี

ถ้าเปรียบ PBL เหมือนต้นไม้ สมมติว่าเป็นต้น "มะม่วง" ทักษะในการปลูกคือ "ทักษะการเรียนรู้" เป้าหมายของเราชาวครูเพื่อศิษย์คือ ทำให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง"และสามารถปลูก"ต้นมะม่วง"ของตนเองได้ ดอกผลของ"มะม่วง" เปรียบเป็น "ความรู้และทักษะ" ที่อยากให้เกิดกับนักเรียน เมื่อนักเรียนปลูก"มะม่วง"เป็น ครูก็ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรต่อไปอีก พวกเขาจะปลูกและขยายผลมะม่วงให้เป็นประโยชน์ต่อไปได้เอง

การทำให้นักเรียนรักการปลูก "มะม่วง" และ "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องชัดเจนว่า ขณะนั้นๆ ตนเองกำลัง "ปลูกให้ดู" "พาปลูก" "ชวนให้ปลูก" หรือ "ชื่นชมผู้ปลูก" ดังขยายความดังนี้
  • "ปลูกให้ดู" คือ นักเรียนไม่ได้ทำอะไรเลย ครูเป็นคนขุดดิน ลงปุ่ย ลงต้นกล้า เอาน้ำมารดให้เรียบร้อย หมายถึง ครูคิด ครูตั้งปัญหา ครูแก้ปัญหา ครูหาคำตอบ นักเรียนเพียงแค่รอรับ "มอบ ต้นมะม่วงนั้นไปดูแล" จนออกดอกผลตามสมควร สิ่งที่ได้อาจเป็น "แรงบันดาลใจ" อยากปลูกเองบ้าง แต่จะให้ออกผลดกขยายผลต่อนั้นไม่ได้ เพราะปลูกไม่เป็น 
  • "พาปลูก" คือ ครูและนักเรียนร่วมกันช่วยกันปลูก โดยครูจะเป็นคนบอกวิธีก่อน นักเรียนจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีปลูก"มะม่วง" จากการลงมือทำที่ละขั้นตอนตามครูก่อน เมื่อปลูกเป็นบ้างแล้ว ก็ทดลองปลูกมะม่วงของตนเองต่อไป การ "พาปลูกมะม่วง" นี้ หมายถึง การ"พาปลูก PBL" โดยครูและนักเรียนได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ครูต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายคือ "ฉันทะ" และ "ทักษะ" ไม่ใช่ "ชิ้นงาน"... ผมแนะนำว่าควรทำแบบ PLC ที่มาจากคำว่า Play & Learn Community หรือ PLean Community (คนละคำกับ PLC (Professional Learning Community) ซึ่งเป็นเวทีของครูและนักการศึกษา) 
  • "ชวนให้ปลูก" คือ ครูไม่สอนวิธีปลูกมะม่วง แต่มุ่งกระตุ้นแรงบันดาลใจให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง" เอง แนะให้สืบค้นหาวิธีปลูกเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ครูทำหน้าที่เป็นเพียงโค๊ชหรือพี่เลี้ยง ให้นักเรียนได้ฝ่าฟันอุปสรรคของตนเองอย่างเต็มที่ เมื่อนักเรียนปลูก"ต้น PBL" เป็น หมายถึง "เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น" เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกที่ได้เรียน ได้ปลูก แบบนี้ เราเรียกว่า PBL ที่เกือบสมบูรณ์ .... ถึงจุดหนึ่ง เมื่อนักเรียนอยากปลูกต้นไม้ชนิดอื่นใด จุดนั้นแหละที่ผมคิดว่า "ใช่" PBL ที่สมบูรณ์ 
  • "ชื่นชมผู้ปลูก" หากทำถูก ครูจะมีความสุข และนักเรียนจะเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ เป็น "เจ้าของสวนมะม่วง" ... ไม่สิ... "เป็นเจ้าของสวนผลไม้" ... ไม่สิ... น่าจะเป็น "เจ้าของสวน เจ้าของไร่ เจ้าของใจตนเอง" .....
การปลูก "ต้น PBL" ทั้ง ๔ วิธีนี้ เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละระดับ (หรือแต่ละคน) แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นระดับประถมศึกษา อาจเป็น "ปลูกให้ดู แล้วพาปลูก" แต่ถ้าเป็นมัธยมศึกษา ต้อง "พาปลูก ชวนให้ปลูก" ถ้าเป็นระดับอุดมศึกษา อาจเพียง "ชวนให้ปลูก" และเน้น "ชื่นชมผู้ปลูก"

สรุปความเข้าใจว่า อะไรคือ PBL

  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" คือ เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู

ครูไทยทุกคนควรเข้าใจว่า PBL ของของชาวตะวันตก กับ PBL ของชาวตะวันออก นั้นแตกต่างกัน และควรภูมิใจว่า PBL แบบพุทธศาสนาของไทยนั้นก้าวไกลไปกว่า PBL ไหนๆ ทั้งมวล  แต่น่าเสียดายที่คนไทยมักมองไม่เห็นสิ่งนี้ มัวแต่ "เห็นดี" กับ "ทฤษฎีตะวันตก" อยู่ร่ำไป

PBL แบบตะวันตก จะมองว่า "ปัญหา" มีไว้ให้แก้ไข ใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างองค์ความรู้จาก "การแก้ปัญหา" แล้วนำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ (ตัวกู) มองทุกอย่างแม้กระทั่ง "ความรู้" เป็นสิ่งมีค่าแทนได้ด้วย "เงิน" ซื้อขายสร้างความเจริญให้กับ "ตัวกู" ดังนั้น PBL แบบตะวันตก จึงมักเน้นผลผลิตที่เป็น "ชิ้นงาน" หรือ ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ (know how) หรือ มุ่งให้เกิดการพัฒนาจากการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ

PBL แบบตะวันออก ในที่นี้หมายถึง PBL วิถีพุทธ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ปัญหา" มีไว้ศึกษาให้ "รู้" คือ "รู้ทุกข์" สาเหตุของปัญหาต้องใช้ "ปัญญา" "ละ" "เลิก" หรือ "แก้ไข" เรียกว่า "ละสมุทัย" โดยมุ่งให้ผู้ศึกษา(ผู้เรียน) เกิดปัญญาเกี่ยวกับทุกข์(ปัญหา) เข้าถึงความดับไปแห่งทุกข์คือสิ้น "ปัญหา" นั้นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งจะบรรลุธรรมดังกล่าวนี้ได้ ต้องเจริญมรรค(มีองค์ ๘) เหมือนหนทางปฏิบัติและภาวนา ในการพัฒนายกระดับจิตวิญญาณของใจ






วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้จากเวที Asia Education Leaders Forum (AELF) ในงาน Wolrddidac Asia 2013

วันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 มีงานการศึกษาระดับโลก Worlddidac Asia 2013 และการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย หรือ Asia Education Leaders Forum (AELF) ที่จัดโดยสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาของเอเซียตะวันออเฉียงใต้ (SEAMEO) องค์การยูเนสโก (UNESCO) สมาคมเวิล์ดไดแด็ค (Worlddidac Assosiation) และบริษัท เทรดเด็กซ์ ประเทศไทย จำกัด 

สมาคมเวิร์ลไดแด็คเป็นกลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ สำหรับวงการศึกษา มีสมาชิกกว่า 300 บริษัท จาก 42 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นงานแสดงมหกรรมสินค้าทางการศึกษาจากทั่วโลกจริงๆ คิดว่าคงไม่ต้องเล่าให้ฟัง เพราะสตางค์โรงเรียนของเราก็คงไม่ค่อยมีมาซื้อ เช่น กล้องดูดาวตัวละแสนสามหมื่น เป็นต้น จากที่ได้เดินตระเวนดู 1 รอบ หากให้แสดงความเห็นและที่อยากจะสะท้อน มีดังนี้ครับ
  • ผอ.แสน พูดกับผมหลังจากที่ท่านไปตระเวนดูว่า อยากเสนอให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เด็กๆ นักเรียนจะได้เข้ามาดูอุปกรณ์ที่เขานำมาจัดแสดงโชว์อย่างนี้บ้าง เพราะเมื่อทางโรงเรียนคงไม่มีทุนทรัพย์จะจัดซื้อได้.. ผมเห็นด้วยกับท่านบางส่วน คือมหาวิทยาลัยควรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีอุปกรณ์สาธิตต่างๆ และคิดต่อว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ว่าควรจะสร้างจากนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ไฮเท็คล้ำหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่มี รัฐบาลต้องลงทุนทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไว้ในแต่ละภูมิภาค...
  • ผมเห็นส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ช่วย "การสอน" มากกว่าช่วย "การเรียน" หรืออีกนัยคือ อุปกรณ์ช่วยครูมากกว่าอุปกรณ์ช่วยเด็ก เช่น กระดานอัฉริยะ โมเดลเครื่องยนต์กลไกสำเร็จรูป โปรเจ็คเตอร์ ซอฟแวร์เกมส์ เป็นต้น.... แต่ก็ไม่แปลกเพราะ didactic แปลว่า "ชอบสอน" เน้น "สอน"... อย่างไรก็ดี ก็มีบางอันที่สนใจที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดใช้ความสามารถ และน่าจะได้ฝึกความฉลาดและทักษะ เช่น เกมส์ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ และโมเดลกลไกสาธิตหลักการและกฎต่างๆ ในธรรมชาติ ที่เด็กต้องต่อตั้งเองเหมือนเล่น Lego... ผมคิดถึงลูกสาวขึ้นมาทันทีที่ได้เห็น และเมื่อเห็นราคาอันเล็กๆ 2,500 ผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวไปหาทางสร้าง "ปั้งโป๊ะ" ให้เล่นดีกว่า...ฮา
  • เมื่อเปรียบกับ "ปัญหาหน้างาน" ของการศึกษาไทยแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องเร่งด่วนซื้อไปแจกแบบ "ยกเข่ง" เว้นแต่ว่าจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทางจริงๆ 
ส่วนการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย (AELF) ที่จัดพร้อมกันนั้น ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Southeast Asia Education, Working Together for Sustainable Future”  ผู้จัดใช้คำว่า "ร่วมมือประสานเพื่ออนาคตอันยั่งยืน" ผมเห็นในโบรชัวร์และเว็บไซต์แจ้งว่าจำนวนผู้นำด้านการศึกษาน่าจะประมาณ 2,000 ราย ผมประมาณด้วยสายตาได้ประมาณ 200 วันแรก และประมาณ 60 คนในวันถัดมา สะท้อนในมุมหนึ่งว่า คนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาเร่งด่วนจริง...

ผมมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางกลับก่อนครบกำหนดวันสุดท้าย จึงได้เข้าร่วมฟังแค่เพียง 2 วันแรก แต่จากการฟัง 2 วันแรก ที่เห็นเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ ในช่วงวันเวลาครึ่งวัน จะ เริ่มด้วยการ "ปาฐกถาพิเศษ" จากวิทยกรที่เด่นที่สุดในช่วงนั้น 1 ชั่วโมง แล้วตามด้วยการ "เสวนาร่วม" ของวิทยากร 3 ท่าน โดยผู้ดำเนินรายการ (modulator) 1 ท่าน อีก 2 ชั่วโมง... ทั้งสองวัน การเสวนาร่วมเป็นเหมือนการกล่าว "ปาฐกถา" ประกอบพาวเวอร์พ็อยท์นั่นเอง...ดังนั้นวันที่สามก็คงจะมีรูปแบบเดียวกัน.. ความน่าสนใจจึงน่าจะไปอยู่ที่ตัววิทยากรและหัวเรื่องที่ท่านพูดมากกว่ากิจกรรมนำเสนอ...

เช้าวันแรก ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงเป็นนโยบายที่ท่านได้ประกาศทางสื่อไปแล้วเช่น เน้นพัฒนาให้อัตราผู้เรียน อาชีพ:สามัญ เป็น 50:50 และพัฒนาการวิจัยของครูสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน (อ่านคำกล่าวของท่านได้ที่นี่)  ดร.วิทยา จิระเดชากุล ผู้อำนวยการ SEAMEO บอกว่า ต้องจัดการระบบเทียบโอนนิสิต และแลกเปลี่ยนบุคลากร และพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน ส่วนศาสตราจารย์ วัสสิลิออส อี เอฟธีนากิส ประธานสมาคมเวิร์ลไดแด็คบอกว่า เอเชียและอาเซียนจะต้องร่วมมือกัน พัฒนานักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก และต้องคุยกันให้ชัดว่าครูต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ในสังคมอย่างไรบ้าง

ตอนบ่ายเป็นปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ ตัน อุน เซง คณบดีคณะครุศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) วิธีการ "นำสู่บทเรียน" ของท่านแปลกดีครับ...

ท่านเล่าว่า วันหนึ่งไอน์สไตน์ขึ้นรถไฟจะไปไหนสักแห่ง พอพนักงานมาขอตรวจดูตั๋ว ไอน์สไตน์ก็ค้นหาในกระเป๋าเสื้อผ้าและทุกกระเป๋าที่เขามีแล้วบอกว่า "ผมลืมไปแล้วผมเอาไว้ไหน" .. พนักงานพอจำได้ว่าเขาคือไอน์สไตน์ผู้โด่งดัง ก็บอกทันทีว่า "ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านเดินทางพักผ่อนให้สบาย ผมจะอำนวยความสะดวกให้เอง"...แล้วก็กำลังจะเดินออกไป  (ศ.ตัน ท่านพูดทั้งทำท่าทาง จึงทำให้ผู้ฟังสนใจยิ่ง) ... แต่ไอน์สไตน์กลับพูดขึ้นเสียงดังว่า... " ผมลืมไปด้วยว่าผมกำลังจะไปไหน รถไฟขบวนนี้จะไปไหนครับ"...ฮา ศ.ตันท่านสรุปว่า การศึกษานั้นไม่ใช่เพียงรู้ว่ากำลังทำอะไรแก้ปัญหาอะไรเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่ากำลังจะไปทางไหนและไปอย่างไรด้วย


ท่านบอกว่า ปัจจัยของความสำเร็จทางการศึกษาของสิงคโปร์นั้น คือความร่วมมือประสานกัน 3 ส่วนคือ โรงเรียน (Schools) มหาวิทยาลัย (NIE) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE)... ผมชอบตรงที่ท่านเปรียบเทียบกับรูปสามมิติหลอกสายตา จนไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร ขึ้นกับว่าเราจะมองใหมุมไหนเท่านั้น..ท่านบอกว่าในศตวรรษใหม่นี้ การศึกษาของครูก็ต้องปฏิรูป (Reform) เช่นกัน


อีกสไลด์หนึ่งที่ผมชอบ คือการแบ่งขั้นการพัฒนาบทบาทครูออกเป็น 3 ชั้นดังรูป



  • ชั้นแรกคือ สอนดี ครูเป็นแหล่งความรู้ถ่ายทอด ถ่ายโอนสู่นักเรียน 
  • ชั้นที่สองคือ อำนวยช่วยกัน เน้นความผูกพัน ทำข้อตกลง หรือสัญญา เน้นกระบวนการและการมองอย่างองค์รวม 
  • ชั้นที่สามคือ การออกแบบ สร้างสรรค์ จัดการความรู้ สื่อสารเผยแพร่ และสร้างสังคมหรือสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ 
ต่อมาในช่วงเสวนา เป็นตอนที่ผมคิดว่า "คุ้มค่า" กับการมา และค่าลงทะเบียน (ขอบคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ) อย่างยิ่ง เมื่อได้ฟัง ศาสตราจารย์ ไค มิง เชง จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ที่ประทับใจเพราะท่านใช้ข้อมูลสนับสนุนได้อย่างนาเชื่อถือ และหักมุมความเข้าใจของคนทั่วไป หลายประเด็นดังนี้ครับ ท่านบอกว่า
  • มีการสำรวจพบว่า ที่ Imperial College มหาวิทยาลัยอันดับ 10 ของโลก (ดูลำดับ 1-9 ที่นี่) นิสิตมีแรงบันดาลใจในการเป็นวิศกรลดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อเรียนปีสูงขึ้น ดังสไลด์

  • มีการสำรวจวิชาต่างๆ ที่เรียนรู้ใน MIT โดยสมาคมศิษย์เก่า เทียบกับความรู้ที่ได้นำไปใช้จริงในชีวิตจริง พบว่า สวนทางกันแบบชนิดที่ว่า เรียนหนักมากอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้ใช้ในชีวิตจริงกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เน้นในมหาวิทยาลัย (วิชาฝั่งซ้ายเรียนหนัก ขวาเรียนเบา..เสียดายที่ผมถ่ายรูปอีกสไลด์ที่แสดงสิ่งที่นำไปใช้จริงไม่ทัน)

  • ในปี 2006 สำรวจพบว่า คนอังกฤษมีการเปลี่ยนงานเฉลี่ย 13 ในชีวิต และ 10.6 ครั้งสำหรับคนอเมริกา 
  • คนอเมริกันจะเปลี่ยนอาชีพโดยเฉลี่ยน 4.3 อาชีพในชีวิต (สำรวจเมื่อปี 2002)
  • งานจะมีขนาดเล็กลงแต่จะซับซ้อนขึ้น งานไม่จำเป็นต้องมีสังกัดหน่วยงาน และคนจะทำงานเชิงประสานระหว่างงานมากขึ้น ฯลฯ

  • มีชีวิตที่หลากหลายมากกว่าการทำงานกับธุรกิจ เช่น ครอบครัว วัฒนธรรม การเมือง จิตวิญญาณ ชีวิตที่ผ่านคลายยามว่าง และชีวิตหลังเกษียณ เป็นต้น 


  • และในยุคศตวรรษใหม่ ก็มีอะไรๆ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสงคราม  เศรษฐกิจล่มสลาย ฯลฯ 


วันที่สองพูดเรื่องการวัดผลและประเมินผล ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ ที่ประทับใจเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะรู้จักกับ PISA มากบ้างจากเว็บนี้ของไทย  จึงไม่ได้บันทึกอะไรไว้มาแลก...


วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "ชุดคำถามฝึกการคิดตามหลัก ปศพพ."

การถอดความและตีความเอกสารประกอบการบรรยายของท่านทิศนา ทำให้ผมได้ Delearn และ Relearn หลายอย่าง มีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึกฝนตนเอง.... นำมาแบ่งไว้ให้เพื่อนครูนำสู่นักเรียนครับ..

"ชุดคำถามเพื่อฝึกการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"



ไม่ขออธิบายใดๆ เพราะแผนภาพแสดงไว้อาจจะละเอียดมากเกินไป จนทำให้เราไม่ได้ฝึกตั้งคำถามทีเดียวครับ
  • ให้ดูลำดับคำถามตามทิศของลูกศรนะครับ จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 
  • ไม่แนะนำให้ครูนำแผนภาพนี้ให้นักเรียน แต่ทดลองตั้งคำถามกับพวกเขาทีละคำถามๆ ไม่ตายตัว สังเกตว่า พวกเขาได้ "ฝึกคิด" และ "ฝึกทำ" ด้วยตนเองจริงๆ 
 จะดีที่สุดถ้าเราตั้งคำถามทั้งหมดนี้เอง......

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "7 คำถามสำคัญ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดตามหลัก ปศพพ. "

ผมเสนอว่า "7 คำถาม" ต่อไปนี้คุณครูสามารถนำไปถามนักเรียน เพื่อทดสอบ "วิถีพอเพียง" ที่เป็นผลจากวิธีที่ท่านขับเคลื่อนได้เลยครับ หากการตอบคำถามของเขามีลักษณะ 3 ประการต่อไปนี้ แสดงว่ามาดีถูกทาง....
  • ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้จำสิ่งที่ท่องมาบอก....ฟังไม่ยากครับ ฟังว่าความเร็วของเสียง น้ำเสียง เหมือนกับที่พวกเราคุยกับเพื่อนๆ แบบสุภาพๆ นั่นเลยครับ....
  • ตอบ "เหตุ" และ "ผล" อย่างเป็นเหตุเป็นผล
  • ตอบอย่างมีความสุข สนุกที่ได้นำเสนอและตอบคำถามของท่าน.... สังเกตจากสีหน้า แววตา ความมั่นใจ ความกล้า...
"7 คำถามสำคัญ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดตามหลัก ปศพพ." มีดังนี้ครับ
  1. จะทำอะไร? / ทำทำไม?
  2. มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่จะทำหรือไม่? / ต้องศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง?
  3. มีความพร้อมหรือไม่? / มีความเป็นไปได้ที่จะทำหรือไม่? 
  4. ทำอย่างไรจึงจะพอดี พอประมาณ? /  ทำอย่างไรจะสามารถรองรับปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้?
  5. ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ?
  6. อะไรที่ทำได้ดี? / อะไรที่ยังทำไม่ได้ดี จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร?
  7. เกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นบ้างจากการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
 จากศึกษาเอกสารของท่าน ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมในแต่ละประเด็นคำถามของท่าน...ต่อไปนี้ครับ
  1. ทำอะไร?  / ทำทำไม?....ถามให้เห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ คุ้มค่า มีคุณค่า 
  2. มีความรู้เรื่องนั้นหรือไม่? ....ถามให้รู้รอบ (รู้กว้าง รู้ละเอียด รู้ลึก)
  3. มีความพร้อมหรือไม่? ...ถามให้สำรวจตนเอง รู้ตนเอง รู้รอบเกี่ยวกับตนเอง
    - สำรวจแบบ 5M (man, money, materials, management, market) หรือ
    - สำรวจแบบ 4มิติ (สังคม, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ/วัตถุ, สิ่งแวดล้อม) หรือ
    - สำรวจแบบ 3ดู (ดูตน, ดูคน, ดูชุมชนสังคมบริบท)
  4. ทำอย่างไรให้พอดี?  .... มีคุณธรรมไหม  เบียดเบียนตน คนอื่นหรือไม่  ส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมหรือไม่...
  5. ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ .... คุณธรรมอะไร ความรู้อะไร ที่ต้องมีต้องใช้จึงจะทำให้สำเร็จ..
  6. อะไรที่ทำได้ดี? ...ประทับใจในผลอะไรที่เกิดขึ้น.. กระบวนการ/วิธีการที่ทำ บุคคลที่เกี่ยวข้อง
  7. ได้เรียนรู้อะไร? ...ให้พิจารณาจากความรู้ที่ได้เพิ่มเติม วิธีคิดแบบใดที่เปลี่ยน เจตคติที่เปลี่ยน ตนเองดีขึ้นอย่างไร ชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ...
ผมเสนอว่า เราฝึกปฏิบัติตนเองก่อน... แล้วค่อยย้อนถามจากประสบการณ์ของตน..น่าจะเป็นผลดีที่สุดทั้งต่อคนถามและคนตอบ..... หรือท่านชอบแบบไหนครับ...

สำหรับผมแล้วสิ่งที่ควรถามคือ "ความพยายามอะไรที่ต้องใช้ในการทำสิ่งนั้นบ้าง? และ ทางสายกลางของสิ่งนั้นคืออะไร? ... ถ้าตอบได้แสดงว่าทำสำเร็จด้วยตนเอง.....

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี " แนวทางการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในสถานศึกษา"

ในเอกสารประกอบการบรรยายของ รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี เรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการนำไปใช้ในสถานศึกษา"....ผมถอดความตอนแรกไว้ที่นี่ครับ บันทึกนี้ จับประเด็นจากการอ่านวิธีการ "นำหลัก ปศศพ. สู่สถานศึกษา" ท่านว่า สามารถทำได้ 3 วิธี ดังรูปครับ



ความจริง... ไม่จำเป็นอธิบายภาพเลยครับ โดยเฉพาะสำหรับผู้อ่านที่เป็นครูแกนนำขับเคลื่อนฯ  ท่านดูปุ๊ป คงจะเข้าใจปั๊บทันที .... แต่วิธีที่ดีและแนำนำคือ ลงนำภาพนี้ไปให้นักเรียนแกนนำลอง "ตีความ" อภิปรายว่า ภาพนี้บอกอะไรพวกเขาบ้าง และถ้าจะดีมากกว่านี้คือ ให้พวกเขาช่วยกันระดมสมองโดยใช้ Mind Mapping โดนใช้ ห่วงสามห่วงนี้เป็นศูนย์กลาง "Mind"

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็อยากตีความบ้างเช่นกันครับ ....สั้นๆ
  • นำไปใช้ 2 แบบในโรงเรียน คือ ใช้กับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน และใช้กับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ 
  • นำไปใช้อีก 1 แบบที่โรงเรียนเป็นหนึ่งในสถานที่ๆ ในนั้น ก็คือใช้กับการดำเนินชีวิตและชีวิตประจำวัน
อย่าลืมนะครับ สำหรับครูแกนนำ... นำภาพนี้ไปให้นักเรียนตีความ (เขาจะได้ฝึกคิด) และลองให้พวกเราลองทำ Mind Mapping ถอดบทเรียนสิ่งที่พวกเขาเข้าใจและกำลังทำอยู่ ... เราจะรู้ทันทีว่า พอดีหรือยัง ....

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "กระบวนการคิดและการปฏิบัติงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"

วันที่ 20 กันยายน 2556 ผมมีโอกาสได้ร่วมตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านห้วยหว้า ร่วมกับอาจารย์ศศินี ลิ้มพงษ์ และอาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร จากมูลนิธิยามกัมมาจล ตอนท้ายของการประชุมสรุป อาจารย์ศศินีย์ ได้นำสไลด์ 7 คำถาม ของรองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี ไปมอบให้ ผอ.ใบบุญ ที่ท่านตอบว่า ไม่เคยได้รับ ... ผมสะท้อนเพิ่มเติมว่า เราไม่ควรยึดติดกับ 7 คำถาม หรือจะกี่คำถาม ตามที่ใครๆ จะคิดให้ แต่หัวใจน่าจอยู่ที่เราลงมือทำและตกผลึกเอาเอง...

...แต่เมื่อผ่านวันนั้นมา ผมรู้สึกติดใจว่า ตนเองจะมั่นใจและก้าวล่วงครูบาร์อาจารย์ไป แบบไม่ตั้งตั้งใจเสียแล้ว... เมื่อสำนึกดังนี้แล้ว...สิ่งที่ผมทำคือ กลับไปนำเอกสารประกอบการบรรยายของ รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี เมื่อครั้งที่ท่านปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2555 กลับมาอ่านและศึกษาซื้ออีกครั้ง (ผมได้รับเอกสารนี้จากท่านอาจารย์ศศินี ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม จ. ชุมพร)...

เพื่อเป็นการเตือนตนเองให้ระวังในการคิด พูด ทำ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ยังไม่เคยได้ฟังการบรรยายของท่าน ผมจึงขอนำมาถอดความไว้ที่นี่ ดังนี้ครับ



ความจริง.. ไม่ควรอธิบาย หากครูพิมพ์ภาพนี้แล้วนำไปให้เด็กๆ (มัธยมต้นขึ้นไป) ช่วยกันตีความ แล้วช่วยกันตั้งคำถามเพื่อนำสู่ความสำเร็จ... ไม่แน่ว่าเด็กๆ จะได้ 7 คำถามของ ท่านทิศนา ก็เป็นได้ครับ...

แต่สรุปสั้นๆ เพื่อแป่งปันหลักการคิดของท่าน ได้ดังนี้ครับ
  • ผู้ที่มีอุปนิสัยพอเพียง เวลาจะทำอะไรจะคิดตามขั้นตอนตามภาพนี้ ต่างไปก็ไม่มากแน่ครับ 
  • คือ 
    • รู้รอบเรื่องที่จะทำ 
    • นำสิ่งที่รู้มาคิดด้วยหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
    • ตัดสินใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ ทำอย่างไรจะพอดี
    • ลงมือทำด้วยสติ เพียร อดทน ระมัดระวัง และรอบคอบ 
  • พอประมาณก็คือเหมาะสมกับตน กับคน กับชุมชนสังคมบริบท
  • เหมาะสมด้วยเหตุและผลอย่างเป็นเหตุเป็นผล 
  • คุณธรรมคือสิ่งที่จะทำให้สำเร็จ
ก่อนจบแนะนำแบบเน้นย้ำว่า  ลองนำรูปแผนผังด้านบนไปให้นักเรียนแกนนำตีความร่วมกันว่า "จะถามอย่างไรให้น้องๆ หรือเพื่อนๆ คิดทำได้ตามแผนผังนี้"

... น่าจะเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการขับเคลื่อนฯ 

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

"ครูฝึกกก" จะค่อยๆ ถอย... คอยวันที่เขาจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

จากการ "ตะลุย" ไปตามพื้นที่ ตามโรงเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาการเรียนรู้แบบไทย คือ เราไม่ให้โอกาสนักเรียนได้ฝึกคิดเอง ตั้งปัญหาเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง นำเสนอเอง มากนัก
อาจารย์ศศีน ลิ้มพงษ์ และอาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร ผู้ทรงคุณวุฒิจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ได้ไห้ข้อความเห็นไว้ในการร่วมกันตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อน ปศพพ. พื้นที่อีสานตอนบน เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ผมจึงเกิดแรงบันดาลใจที่เสนอว่า

"เรา" ในที่นี้คือ ครูและผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กๆ จะต้องค่อยๆ ถอยออกมา...เพื่อที่ "เขา" (ก็คือนักเรียน) จะไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเรา นั่นก็คือ "เรียนรู้ด้วยตนเองได้" หรือนี่ก็คือ "พึ่งตนเองได้" ซึ่งจะถือได้ว่า "เป็นคนพอเพียง"  

ถ้าสมมติครูออกแบบ "วิธีการเรียนรู้" เพื่อเน้น "กระบวนการเรียนรู้" เป็น 4 ขั้นตอน (8ส.) ได้แก่  สืบค้น/สำรวจ สังเคราะห์/สืบสวน สร้างสรรค์/สร้างสื่อ และสื่อสาร/นำเสนอ ดังรูป 

ครูต้องเป็น "ครูฝึกกก" มี ก.ไก่ 3 ตัว (ตามแนวคิดของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ครั้งหนึ่งท่านบรรยายที่งาน ปิดโครงการ LLEN)
  • "ฝึก" ตัวแรกคือ "ฝึกคิด" คือสามารถนำความรู้ (Fact) ที่ได้เรียนรู้มาคิดบูรณาการให้เกิดความรู้ขึ้นในตนเอง คือ เข้าใจ อธิบายได้ วิธีการคือ ต้องจัดให้มีการอภิปราย ถอดบทเรียน หรือสะท้อนการเรียนรู้กันบ่อยๆ โดยครูเป็นผู้ออกแบบ กำหนดปัญหา สร้างสถานการณ์ หรือสร้างนวัตกรรมเครื่องมือ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจในเนื้อหาและทักษะที่สำคัญ
  • "ฝึกก" ตัวต่อมาคือ "ฝึกทำ" เมื่อมีความรู้และทักษะเบื้องต้นแล้ว ครูต้อง "ถอยออกมา" จากการเป็นผู้ออกแบบและกำหนดปัญหาหรือหัวเรื่องต่างๆ มาเป็น "ผู้ร่วม" ร่วมระดมความคิด เป็นคนอำนวยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (ควรฝึกการทำงานเป็นทีม) ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ 8ส. เป็นครูอำนวย หรือเป็น ครูฟา (Facilitator) ... นักเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติเอง ทำ BAR, AAR, สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง ....ครูเน้นการแนะนำบ้าง แต่ต้องปล่อยให้เรียนรู้จากการทำงาน (Learning by doing) อาจเป็นโครงการต่างๆ เช่น การจัดค่าย การจัดทำงาน พิธีกรรม พิธีการต่างๆ ฯลฯ
  • "ฝึกกก" ก.ตัวสุดท้าย หมายถึง "ฝึกให้เรียนรู้ด้วยตนเอง" ครูต้อง "ถอยออกมาทั้งหมด" โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมๆ ใด กับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ "ปล่อย" ให้เขาได้ สงสัยเอง สืบค้นเอง สำรวจเอง ทดลองทำเอง ลงมือทำเอง สังเคราะห์เอง แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยตนเอง สร้างสื่อ เลือกสื่อ สื่อสารนำเสนอด้วยแบบวิธีของเขาเอง ครูเป็นเพียงผู้ประเมินและสะท้อนกลับ (feedback) เพื่อให้ "เขา" ได้ "เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง"


สรุปให้สั้นคือ "ต้องมีวันที่ครูฝึกกก จะถอย.. เหลือเพียง "ฝ" เฝ้าคอยชื่นชม" .....