วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลักปฏิบัติการเรียนรู้ แบบ ๑๒ส.

เมื่อวานนี้ (๒๒ มิ.ย. ๖๐) ระหว่างที่อบรมอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาด้านการเรียนการสอน ผมผุดพบว่า กระบวนการเรียนรู้ตามนวคิด ๓PBL สามารถสงเคราะห์เป็นหลักปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ได้ ๑๒ ขั้นตอน เรียกว่า  "๑๒ส."(อ่านว่า สิบสองสอ หรือ ย่อว่า สสส. หรือก็คือ ๓ส.) เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ เชิญพิจารณาครับ



วิธีอ่าน

  • สีฟ้าแสดง "คุณสมบัติของใจ" ที่ต้องพานักเรียนฝึกฝน บ่อย ซ้ำ ประจำ ยาวนาน ให้เกิดมีแก่จิตใจ  
    • สติ  ฝึกด้วยการเจริญสติ โดยเฉพาะสัมมาสติ หรือ สติรู้กาย รู้ใจของตนเอง และใช้สตินั้นรักษาใจไม่ให้ผิดศีล ๕ ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
    • สมาธิ ฝึกด้วยการฝึกสมาธิ  หรือความตั้งมั่นของจิต (หรือลักขนูปนิฌาณ)
    • สุข เป็นผลจากการเจริญสติและสมาธิที่ถูกต้อง
    • สงบ เป็นผลจากที่ใจเกิด "สุข" จากการตื่นรู้อันเป็นผลจากการเจริญสติที่ถูกต้อง
  • สีส้มแสดง นิสัยหรืออุปนิสัยของใจในการคิด ต้องฝึกทักษะการคิด ด้วยการฝึกคิด อาจแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนใหญ่
    • ฝึกให้เกิดความ "สงสัย"  ด้วยการใช้กิจกรรมหรือเครื่องมือนำคิด หรือให้ "ตั้งใจคิด" ฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม บ่อยซ้ำย้ำประจำยาวนาน 
    • ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ "สังเคราะห์" หรือสร้างองค์ความรู้ในตนเองด้วยการคิด 
  • สีเขียว แสดงกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 
    • สืบค้น เมื่อสงสัย ให้เริ่มจากการสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง สมัยนี้สำคัญและสะดวกค้นออนไลน์ ง่ายยิ่ง 
    • สำรวจ หมายถึง ต้องลงพื้นที่ หรือลงไปค้นหาความรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง เข้าถึงปัญหาหรือภูมิปัญญาที่มีอยู่จริง ๆ 
    • สัมภาษณ์  คือ การสัมภาษณ์ สนทนา กับผู้รู้ หรือแหล่งข้อมูลเบื้องแรก ให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)
    • สร้างสรรค์ คือ การลงมือทำสิ่งใด ๆ ให้สิ่งใหม่ ๆ หรือดี ให้เกิดขึ้น แก้ปัญหา สร้างปัญญา หรือพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น 
    • สร้างสื่อ คือ สร้างสื่อจากบทเรียนหรือประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ของตนเอง ขั้นนี้รวมการสะท้อนการเรียนรู้ และถอดบทเรียน 
    • เสนอ คือ ให้ได้นำเสนอเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ปฏิบัติอื่นๆ  
นอกจาก ๑๒ส. นี้จะเป็นแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด ๓PBL แล้ว ยังสามารถนำมาเป็นหลักคิดในการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ได้ครบคลุม "ปัญญา ๓ ฐาน" ได้แก่ ฐานกาย (สีเขียว) ฐานคิด(สีส้ม) และ ฐานใจ (สีฟ้า) อีกด้วย  คล้ายกับรูปแแบบ "๓ กำลัง ส." ที่ได้เสนอไว้แล้ว 


วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อะไรจะเปลี่ยนไปในอีก ๑๕ ปี

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้ว่า "อะไรจะเปลี่ยนไปในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า" ขณะที่กำลังเดินทางไปอัมพวาในช่วงเวลาพักผ่อนหยุดยาว ๒๒-๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ หากนับจากวันนี้ไปอีก ๑๕ ปี และระบบการศึกษายังเป็นเหมือนทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ ลูกสาวคนโตของผมจะจบปริญญาตรีพอดี (ถ้าเขาเรียนต่อนะครับ) ... 


 (ขอบคุณป้าอุ๋ม (คนใส่แว่นดำ) ที่ช่วยขับรถพาไปเที่ยวอัมพวาครับ)


ผมถามตัวเองว่า อะไรบ้างที่จะเปลี่ยนไป อะไรที่ต้องเตรียมตัวไว้เป็นภูมิคุ้มกันให้พร้อม... ดังนั้นบันทึกนี้จึงเป็นเหมือนทั้ง "คำทำนาย" และการฉายภาพความเสี่ยงต่ออนาคตที่ดีของลูกๆ  เป็นความคิดล้วนๆ ว่า อีก ๑๕ ปีข้างหน้า น่าจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน

๑) วิธีการรับพิจารณาคนเข้าทำงานเปลี่ยนไป 

วิธีการรับคนเข้าทำงาน แบบยื่น "วุฒิการศึกษา" และ "นัดมาสัมภาษณ์" จะค่อยๆ หมดไป นั่นหมายถึง "วุฒิการศึกษา" จะไร้ความหมาย  และการพิจารณาคนจากเอกสารและการสนทนาในช่วงเวลาสั้นๆ (การสัมภาษณ์) จะหมดไป .....  ผมคาดว่าต่อไปการคัดคนเข้าทำงาน จะพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย ๕ หรือ ๑๐ ปี (แน่นอนว่า คือ ผลงาน)  โดยบริษัทหรือหน่วยงานจะมีข้อมูลผู้สมัครอยู่แล้ว อาจได้จากการสืบค้นข้อมูลบน Facebook, Twitter, Line, Skype, Instargram ฯลฯ หรืออาจซื้อข้อมูลจากผู้ให้บริการเหล่านี้ หรือซื้อจากบริษัทจัดหาคนงานที่ต้องปรับมาวิเคราะห์ข้อมูลของคนอย่างจริงจัง แทนที่จะทำหน้าที่เพียง "ประกาศรับ จับคู่" ดังที่ทำทุกวันนี้  

นั่นหมายความว่า ผมในฐานะพ่อ ต้องฝึกทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตและการทำงาน และที่สำคัญทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยี ให้ลูกสามารถจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศของตนเองอย่างเป็นระบบ  สั่งสมและนำเสนอผลงานอย่างต่อเนื่อง...

๒) โรงเรียนจะเปลี่ยนไป แบบที่ต้องเรียกใหม่ว่า "รวมเรียน" หรือ "ชุมชนเรียนรู้" (Learning Community: LC) 

เนื่องจากวุฒิการศึกษาหรือ "ใบปริญญา" ไร้ความหมาย "ทักษะและอุปนิสัย" คือปัจจัยสำคัญในการฝึกฝนและพัฒนาลูก ดังนั้นพ่อแม่จะต้องช่วย (สร้างแรงบันดาลใจ) ให้ลูกค้นหา "ตัวเอง"  ในที่นี้เบื้องต้นก็คือ ความชอบ (ฉันทะ) ความมุ่งมั่นพากเพียร(วิริยะ) ความถนัด(ศักยะ) พรสวรรค์ (อัจฉริยะ) ฯลฯ กลุ่มคนที่มี "ตัวเอง" คล้ายๆ กัน จะเริ่มพัฒนาตนเองฝึกฝนร่วมกันเป็น "ชุมชนเรียนรู้" ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่รวมกันเป็นโรงเรียนเหมือนในปัจจับัน แต่จะไป "รวมกันเรียน" ในที่ใดที่หนึ่ง เหมือนเป็นหลักสูตรเฉพาะแบบไม่ต้องรอให้จบชั้นไหนมาก่อน ก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้เลย

....
ผม : ขวัญคะ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรลูก ? 
ขวัญ : หนูอยากเป็น Iron Man ค่ะ
ผม : โอ้.. ถ้าอย่างงั้น หนูต้องอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ คิดเลขเป็น และเขียนภาษา คอมพิวเตอร์เก่งๆ นะ 
ขวัญ : ค่ะ 
....

ผมคิดว่าลูกสาวผมยังไม่รู้เรื่องหรอกว่าอะไรคือ "Iron Man" อะไรคือ "คิดเลขเป็น และเขียนโปรแกรมเก่ง" แม้ว่าผมจะใช้ศัทพ์คำว่า "ภาษาคอมพิวเตอร์" แล้วก็ตาม.... อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ต่อไปจะมีหลักสูตรเรียนไปเป็น "Iron Man" ก็เป็นได้

๓) ต่อไปไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาใดๆ

แน่นอนว่า "ภาษา" คือส่วนหนึ่งของ "วัฒนธรรม" ดังที่มีความพยายามจะปรับปรุงหลักสูตรให้วิชาภาษามาอยู่กับวิชาวัฒนธรรม (กลุ่มสาระภาษาและวัฒนธรรม) แต่ต่อไปอีก ๑๕ ปี เราอาจจะมีเรียนรู้วัฒนธรรมโดยไม่ต้องจดจำภาษาพูดของคนอื่นเลย

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การประมวลผลที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เราก้าวไปถึงจุดที่สามารถสร้างอุปกรณ์ "แปลงภาษาพูด" แบบทันทีทันใด หรือแบบสดๆ (real time) เช่น พูดเป็นภาษาไทยแต่เสียงที่ออกไปเป็นภาษาอังกฤษ  เดินไปเจอเพื่อนเขมร เปลี่ยนโหมดเป็นพูดภาษาไทย เสียงออกไปเป็นภาษาเขมร เป็นต้น

นั่นหมายถึง ครูสอนภาษาอังกฤษจะตกงาน .... อาจารย์ก้อย ภรรยาผม จะตกงานนั่นเอง...ฮา


๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔

พอแค่นี้ครับ ยิ่งคิด ยิ่งฟุ้ง ...ท้ายสุด เราก็เพียง "นักสร้างแรงบันดาลใจ" ให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ด้วยตนเองให้ได้ และบ่มเพาะอุปนิสัย "พอเพียง" ให้เขาก็เพียงพอแล้ว....





วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีอธิบายว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" คืออะไร

กว่า ๑ ปี ที่ผมเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ "ภาคสนาม" ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่อีสานตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม เพื่อขับเคลื่อน "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" (ปศพพ. ด้านการศึกษา) สู่สถานศึกษา  วันนี้ ผมคิดว่า ผมมี "วิธีอธิบายที่ดีที่สุด" ในการอธิบายว่า ปศพพ.ด้านการศึกษา คืออะไร จึงอยากบันทึกแลกเปลี่ยนไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป...

ขั้นเตรียม


กลุ่มเป้าหมายจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลัก ปศพพ. มาก่อน โดยเฉพาะ "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิต" และ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ซึ่งความจริงโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ปศพพ. จะต้องเป็นด้านการเกษตร แท้จริงแล้วสามารถนำไปใช้ได้ในทุกด้านของชีวิต เพราะ ปศพพ. เป็น "หลักคิด"



แนะนำให้ใช้วิธีการ "ตั้งคำถาม" และ "พูดคุย" หรือ "ให้เล่าประสบการณ์" เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ หรือปัญหาข้อสงสัยในใจของกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นนำ

เริ่มที่ทำความเข้าใจความหมายและความแตกต่างระหว่างคำว่า "ศรัทธา" "ปรัชญา" และ "ปัญญา" เชื่อมโยงกับคำง่ายๆ ที่ทุกคนรู้จัก คือ  "ศรัทธา=>เชื่อ ปรัชญา=>คิด และ ปัญญา => รู้"   ทั้ง ๓ คำคือ "เชื่อ" "คิด" และ "รู้" เป็น "กิริยา" หรือเป็นการกระทำของ "ใจ" ลึกซึ้งกว่าความเข้าใจตามทฤษฎีตะวันตกที่ผูก "คิด" ไว้กับ "สมอง"




 แล้วสรุปในเบื้องต้นว่า

 คำว่า "ปรัชญา"  จึงเกี่ยวกับ "คิด" นักปรัชญาก็คือนักคิด ดังนั้น "หลักปรัชญา" ก็คือ "หลักคิด"


ขั้นสอน

ให้อธิบายว่า ....

เมื่อนำ "หลักคิด" ไปใช้ หมายถึง ก่อนจะทำอะไรก็ให้คิดก่อน คิดโดยใช้ "หลักคิด" นี้ก่อน ขั้นตอนและวิธีการทำของผู้นำ "หลักคิด" ไปใช้ อาจเรียกได้ว่า "แนวปฏิบัติ"  และเมื่อผู้ทำนำไป "ปฏิบัติ" อย่างต่อเนื่องโดยใช้ "ปศพพ." จะเกิด "อุปนิสัยพอเพียง" กับตนเอง เกิดการพัฒนา และ "ตกผลึก" ด้วยตนเองได้ "แนวปฏิบัติที่ดี" (หรือฝรั่งเรียกว่า BP) กลายมาเป็น "ทฤษฎีเชิงปฏิบัติ" หรือเราเรียกได้ว่าเป็น "หลักปฏิบัติ"

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ในหลวงท่านทรงทดลองใช้ "หลักคิด" กับการเกษตร ผลก็คือ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ถือเป็นหลักปฏิบัติที่พระราชทานให้เราชาวเกษตรกร



เมื่ออธิบายถึงตรงนี้แล้ว ให้ตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้คิดเทียบเคียง ตัวอย่างนี้ กับการนำ "หลักคิด" คือ "ปศพพ." มาใช้กับการศึกษาในการพัฒนาผู้เรียน ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น
  • ถ้านำ "หลักคิด" นี้ มาใช้กับ "การสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในชั้นเรียนของตนเอง" "หลักปฏิบัติ" จะเป็นอย่างไร?
  • ถ้านำ "หลักคิด" นี้ มาใช้กับ "การสอนเรื่อง ............ " จะได้ "แนวปฏิบัติ"อย่างไร?
  • แนวปฏิบัติที่ดีของเราในการสอนของเรา ใช้หลักคิดแบบ "ปศพพ." เมื่อไหร่ตอนไหน อย่างไร?
  • กิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนเข้านอนอีกครั้ง ตอนไหนบ้างที่ใช้ "หลักคิด" อย่างไร?
  • "หลักปฏิบัติ" ในการแปรงฟัน ดื่มน้ำ ของท่าน เป็นอย่างร? 
  • ฯลฯ
ควรใช้เวลานานพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การอภิปรายร่วมกัน จะทำให้ได้ "ฝึกคิด" ร่วมกัน  สุดท้ายจะเข้าใจ "หลักคิด"


ขั้นสรุป

"หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" คือการนำ "หลักคิดแบบ ๓ ห่วง ๒ เงื่อน ๔ มิติ" มาใช้ในการพัฒนาการศึกษา ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิด "อุปนิสัยพอเพียง"... นั่นเอง




วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

ต้น PBL (๒)

ผมเคยเขียนเปรียบเทียบการจัดการเรียนการสอนบนฐานปัญหา/โครงงาน หรือ PBL กับต้นมะม่วง โดยใช้ชื่อบันทึกว่า "ต้น PBL" ปรากฎว่าวันถัดมา ครูตุ๋มบอกผมว่า ท่าน ศน.สุรางค์ อยากจะเผยแพร่ต่อให้ครูภาษาไทยได้อ่าน ....  เท่านี้ก็มีกำลังใจมากโขแล้วครับ

หลังจากเวที PLC มหาสารคาม ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๗ ในวันที่ ๒๑-๒๒ เมษายน ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่มี "รูปแบบ" "ไร้รูปแบบ" จนถึงขั้น "ริเริ่มรูปแบบ"  ผมจึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจ "ต้น PBL" ปรากฎว่าได้ผลดี  จึงอยากแบ่งปันกับท่าน เพื่อบูชาครูเพื่อศิษย์ครับ




หากเปรียบ PBL เหมือนต้นมะม่วง หน้าที่ของครูคือทำให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" แน่นอนว่า ครูต้อง "ปลูกเป็น" แต่ไม่จำเป็นจะต้องถึงขั้นชำนาญ เพราะในการปลูกมะม่วง หากเป็นคนใฝ่รู้ และน้อมนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา มาเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติ ครูจะสนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมๆ นักเรียน และเป็นผู้ชำนาญการ การปลูกต้น PBL แน่นอน

เมื่อเป้าหมายของครูคือให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องไม่มองความสำเร็จของตนเพียงแค่ "มีต้นมะม่วง" หรือนักเรียน "ปลูกมะม่วงได้" ความสำเร็จของครูต้องดูจาก "ผลมะม่วง" ซึ่งเปรียบเป็น "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" ที่เกิดกับนักเรียน นั่นคือ "นักเรียนปลูกมะม่วงเป็น" เพราะปลูกเป็นจึงเห็นผล ผลมะม่วงหรือทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในที่นี้ก็คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (Learning Outcome) นั่นเอง


ดังที่เขียนไว้ในบันทึกที่แล้ว ว่า

  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู
เราอาจแบ่งขั้นตอนการสอนบนฐานปัญหาเป็น ๓ ขั้นตอน ได้แก่

๑) สร้างแรงบันดาลใจ
๒) พาปลูก
๓) ให้ปลูกเอง




ขั้นสร้างแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายคือทำให้เขา "อยากปลูก" คือทำให้เกิด "ฉันทะ" ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำโดยการโน้มนาม ชี้ให้เห็นความสำคัญ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ หลักการที่สำคัญคือ ต้องทำให้ได้ "ฝึกคิด" เรียนรู้ทฤษฎีและทักษะที่จำเป็น เช่น การสืบค้น การวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ วิธีปลูก เครื่องมือปลูก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในเบื้องต้น

ขั้น "พาปลูก" คือเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะย่อยๆ แต่ละอย่าง เช่น การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน ฯลฯ แล้ว ฝึกนำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นมาบูรณาการใช้เพื่อฝึกปลูกมะม่วง โดยครูอาจพาทำทีละขั้นตอน  ผลที่ได้คือ นักเรียนมีต้นมะม่วงของตนเอง ที่ปลูกด้วยตนเอง (แม้จะทำตามครู) หน้าที่ต่อไปคือดูแลให้ออกดอกออกผล หมายถึงฝึกฝนให้ชำนาญ นั่นเอง

ขั้น ให้ปลูกเองครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง คือปล่อยให้มีโอกาสได้ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง บทบาทของครูคือ ชง ชวน เชียร์ ชม หรือช่วยในบางโอกาส
  • ชง คือ สร้างบรรยกาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้แบบรู้จริง เช่น การกระตุ้นด้วยคำถาม หรือสร้างกิจกรรมหรือเวทีนำเสนอผลงาน ฯลฯ 
  • ชวน คือ แนะนำ หรือชวนให้ทำแบบอื่นๆ ที่นักเรียนอาจคิดคาดไม่ถึง เช่น อาจเล่าเรื่องความสำเร็จของผู้ประสบผลสำเร็จในชีวิตให้ฟัง ฯลฯ 
  • เชียร์ คือ เอาใจใส่ คอยซักถามความก้าวหน้า หาเวลามาอยู่กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง 
  • ชม คือ หัวใจสำคัญของความสุข ต้องชมอย่างจริงใจ หาจุดที่นักเรียนทำได้ดี ชื่นชมและกระตุ้นให้ขยายความสำเร็จนั้นๆ ออกไปอีก
  • ช่วย ในบางโอกาสครูอาจจำเป็นต้องช่วย เมื่อพิจาณาเห็นว่าเกิดกำลังความสามารถสติปัญญาของนักเรียน หรือแม่แต่ ปรามไม่ให้เกินเลยไปสำหรับอันใดที่จะทำให้พวกเขาเองและคนอื่นๆ เดือนร้อน

ภาพความสำเร็จจริงๆ ของการเรียนรู้แบบ PBL คือ ควมชอบ ความสนุกในการเรียน เมื่อใช้หลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา จะทำให้ได้ "ปัญหาที่มีคุณค่า" ซึ่งจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี และสิ่งนี้จะทำให้นักเรียนเป็นผู้มี "ความสุข" กับการเรียนในที่สุด




วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ต้น PBL

ผมได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้จาก ครูสอนดี ครูเพื่อศิษย์ท่านหนึ่ง ท่านส่งบทความเรื่อง PBL มาให้ผมอ่านทาง FB แล้วถามผมว่า "ถูกหรือไม่" ... ผมเขียนบันทึกตอบท่านไปว่า "ไม่มีผิด ไม่มีถูก" และสะท้อนวิธีการของท่านว่า เป็นเหมือนการ "ปลูกต้น PBL" ให้กับเด็กๆ .... ดังจะขยายความต่อไปนี้ครับ

PBL ย่อมาจาก Problem-based Learning แปลเป็นภาษาไทย (ที่ใช้กันทั่วไป) ว่า การเรียนรู้บนฐานปัญหา นิยามของนักการศึกษาจะว่าอย่างไร ผมคิดว่าไม่สำคัญ แต่ที่ PBL สำคัญเป็นเพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทำให้เกิดทั้งความรู้ ทักษะ และที่สำคัญคือทำให้เกิด "ฉันทะ" กับผู้เรียนได้ดี

ถ้าเปรียบ PBL เหมือนต้นไม้ สมมติว่าเป็นต้น "มะม่วง" ทักษะในการปลูกคือ "ทักษะการเรียนรู้" เป้าหมายของเราชาวครูเพื่อศิษย์คือ ทำให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง"และสามารถปลูก"ต้นมะม่วง"ของตนเองได้ ดอกผลของ"มะม่วง" เปรียบเป็น "ความรู้และทักษะ" ที่อยากให้เกิดกับนักเรียน เมื่อนักเรียนปลูก"มะม่วง"เป็น ครูก็ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรต่อไปอีก พวกเขาจะปลูกและขยายผลมะม่วงให้เป็นประโยชน์ต่อไปได้เอง

การทำให้นักเรียนรักการปลูก "มะม่วง" และ "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องชัดเจนว่า ขณะนั้นๆ ตนเองกำลัง "ปลูกให้ดู" "พาปลูก" "ชวนให้ปลูก" หรือ "ชื่นชมผู้ปลูก" ดังขยายความดังนี้
  • "ปลูกให้ดู" คือ นักเรียนไม่ได้ทำอะไรเลย ครูเป็นคนขุดดิน ลงปุ่ย ลงต้นกล้า เอาน้ำมารดให้เรียบร้อย หมายถึง ครูคิด ครูตั้งปัญหา ครูแก้ปัญหา ครูหาคำตอบ นักเรียนเพียงแค่รอรับ "มอบ ต้นมะม่วงนั้นไปดูแล" จนออกดอกผลตามสมควร สิ่งที่ได้อาจเป็น "แรงบันดาลใจ" อยากปลูกเองบ้าง แต่จะให้ออกผลดกขยายผลต่อนั้นไม่ได้ เพราะปลูกไม่เป็น 
  • "พาปลูก" คือ ครูและนักเรียนร่วมกันช่วยกันปลูก โดยครูจะเป็นคนบอกวิธีก่อน นักเรียนจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีปลูก"มะม่วง" จากการลงมือทำที่ละขั้นตอนตามครูก่อน เมื่อปลูกเป็นบ้างแล้ว ก็ทดลองปลูกมะม่วงของตนเองต่อไป การ "พาปลูกมะม่วง" นี้ หมายถึง การ"พาปลูก PBL" โดยครูและนักเรียนได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ครูต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายคือ "ฉันทะ" และ "ทักษะ" ไม่ใช่ "ชิ้นงาน"... ผมแนะนำว่าควรทำแบบ PLC ที่มาจากคำว่า Play & Learn Community หรือ PLean Community (คนละคำกับ PLC (Professional Learning Community) ซึ่งเป็นเวทีของครูและนักการศึกษา) 
  • "ชวนให้ปลูก" คือ ครูไม่สอนวิธีปลูกมะม่วง แต่มุ่งกระตุ้นแรงบันดาลใจให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง" เอง แนะให้สืบค้นหาวิธีปลูกเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ครูทำหน้าที่เป็นเพียงโค๊ชหรือพี่เลี้ยง ให้นักเรียนได้ฝ่าฟันอุปสรรคของตนเองอย่างเต็มที่ เมื่อนักเรียนปลูก"ต้น PBL" เป็น หมายถึง "เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น" เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกที่ได้เรียน ได้ปลูก แบบนี้ เราเรียกว่า PBL ที่เกือบสมบูรณ์ .... ถึงจุดหนึ่ง เมื่อนักเรียนอยากปลูกต้นไม้ชนิดอื่นใด จุดนั้นแหละที่ผมคิดว่า "ใช่" PBL ที่สมบูรณ์ 
  • "ชื่นชมผู้ปลูก" หากทำถูก ครูจะมีความสุข และนักเรียนจะเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ เป็น "เจ้าของสวนมะม่วง" ... ไม่สิ... "เป็นเจ้าของสวนผลไม้" ... ไม่สิ... น่าจะเป็น "เจ้าของสวน เจ้าของไร่ เจ้าของใจตนเอง" .....
การปลูก "ต้น PBL" ทั้ง ๔ วิธีนี้ เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละระดับ (หรือแต่ละคน) แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นระดับประถมศึกษา อาจเป็น "ปลูกให้ดู แล้วพาปลูก" แต่ถ้าเป็นมัธยมศึกษา ต้อง "พาปลูก ชวนให้ปลูก" ถ้าเป็นระดับอุดมศึกษา อาจเพียง "ชวนให้ปลูก" และเน้น "ชื่นชมผู้ปลูก"

สรุปความเข้าใจว่า อะไรคือ PBL

  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" คือ เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู

ครูไทยทุกคนควรเข้าใจว่า PBL ของของชาวตะวันตก กับ PBL ของชาวตะวันออก นั้นแตกต่างกัน และควรภูมิใจว่า PBL แบบพุทธศาสนาของไทยนั้นก้าวไกลไปกว่า PBL ไหนๆ ทั้งมวล  แต่น่าเสียดายที่คนไทยมักมองไม่เห็นสิ่งนี้ มัวแต่ "เห็นดี" กับ "ทฤษฎีตะวันตก" อยู่ร่ำไป

PBL แบบตะวันตก จะมองว่า "ปัญหา" มีไว้ให้แก้ไข ใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างองค์ความรู้จาก "การแก้ปัญหา" แล้วนำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ (ตัวกู) มองทุกอย่างแม้กระทั่ง "ความรู้" เป็นสิ่งมีค่าแทนได้ด้วย "เงิน" ซื้อขายสร้างความเจริญให้กับ "ตัวกู" ดังนั้น PBL แบบตะวันตก จึงมักเน้นผลผลิตที่เป็น "ชิ้นงาน" หรือ ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ (know how) หรือ มุ่งให้เกิดการพัฒนาจากการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ

PBL แบบตะวันออก ในที่นี้หมายถึง PBL วิถีพุทธ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ปัญหา" มีไว้ศึกษาให้ "รู้" คือ "รู้ทุกข์" สาเหตุของปัญหาต้องใช้ "ปัญญา" "ละ" "เลิก" หรือ "แก้ไข" เรียกว่า "ละสมุทัย" โดยมุ่งให้ผู้ศึกษา(ผู้เรียน) เกิดปัญญาเกี่ยวกับทุกข์(ปัญหา) เข้าถึงความดับไปแห่งทุกข์คือสิ้น "ปัญหา" นั้นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งจะบรรลุธรรมดังกล่าวนี้ได้ ต้องเจริญมรรค(มีองค์ ๘) เหมือนหนทางปฏิบัติและภาวนา ในการพัฒนายกระดับจิตวิญญาณของใจ






วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้จากเวที Asia Education Leaders Forum (AELF) ในงาน Wolrddidac Asia 2013

วันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 มีงานการศึกษาระดับโลก Worlddidac Asia 2013 และการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย หรือ Asia Education Leaders Forum (AELF) ที่จัดโดยสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาของเอเซียตะวันออเฉียงใต้ (SEAMEO) องค์การยูเนสโก (UNESCO) สมาคมเวิล์ดไดแด็ค (Worlddidac Assosiation) และบริษัท เทรดเด็กซ์ ประเทศไทย จำกัด 

สมาคมเวิร์ลไดแด็คเป็นกลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ สำหรับวงการศึกษา มีสมาชิกกว่า 300 บริษัท จาก 42 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นงานแสดงมหกรรมสินค้าทางการศึกษาจากทั่วโลกจริงๆ คิดว่าคงไม่ต้องเล่าให้ฟัง เพราะสตางค์โรงเรียนของเราก็คงไม่ค่อยมีมาซื้อ เช่น กล้องดูดาวตัวละแสนสามหมื่น เป็นต้น จากที่ได้เดินตระเวนดู 1 รอบ หากให้แสดงความเห็นและที่อยากจะสะท้อน มีดังนี้ครับ
  • ผอ.แสน พูดกับผมหลังจากที่ท่านไปตระเวนดูว่า อยากเสนอให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เด็กๆ นักเรียนจะได้เข้ามาดูอุปกรณ์ที่เขานำมาจัดแสดงโชว์อย่างนี้บ้าง เพราะเมื่อทางโรงเรียนคงไม่มีทุนทรัพย์จะจัดซื้อได้.. ผมเห็นด้วยกับท่านบางส่วน คือมหาวิทยาลัยควรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีอุปกรณ์สาธิตต่างๆ และคิดต่อว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ว่าควรจะสร้างจากนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ไฮเท็คล้ำหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่มี รัฐบาลต้องลงทุนทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไว้ในแต่ละภูมิภาค...
  • ผมเห็นส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ช่วย "การสอน" มากกว่าช่วย "การเรียน" หรืออีกนัยคือ อุปกรณ์ช่วยครูมากกว่าอุปกรณ์ช่วยเด็ก เช่น กระดานอัฉริยะ โมเดลเครื่องยนต์กลไกสำเร็จรูป โปรเจ็คเตอร์ ซอฟแวร์เกมส์ เป็นต้น.... แต่ก็ไม่แปลกเพราะ didactic แปลว่า "ชอบสอน" เน้น "สอน"... อย่างไรก็ดี ก็มีบางอันที่สนใจที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดใช้ความสามารถ และน่าจะได้ฝึกความฉลาดและทักษะ เช่น เกมส์ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ และโมเดลกลไกสาธิตหลักการและกฎต่างๆ ในธรรมชาติ ที่เด็กต้องต่อตั้งเองเหมือนเล่น Lego... ผมคิดถึงลูกสาวขึ้นมาทันทีที่ได้เห็น และเมื่อเห็นราคาอันเล็กๆ 2,500 ผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวไปหาทางสร้าง "ปั้งโป๊ะ" ให้เล่นดีกว่า...ฮา
  • เมื่อเปรียบกับ "ปัญหาหน้างาน" ของการศึกษาไทยแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องเร่งด่วนซื้อไปแจกแบบ "ยกเข่ง" เว้นแต่ว่าจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทางจริงๆ 
ส่วนการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย (AELF) ที่จัดพร้อมกันนั้น ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Southeast Asia Education, Working Together for Sustainable Future”  ผู้จัดใช้คำว่า "ร่วมมือประสานเพื่ออนาคตอันยั่งยืน" ผมเห็นในโบรชัวร์และเว็บไซต์แจ้งว่าจำนวนผู้นำด้านการศึกษาน่าจะประมาณ 2,000 ราย ผมประมาณด้วยสายตาได้ประมาณ 200 วันแรก และประมาณ 60 คนในวันถัดมา สะท้อนในมุมหนึ่งว่า คนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาเร่งด่วนจริง...

ผมมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางกลับก่อนครบกำหนดวันสุดท้าย จึงได้เข้าร่วมฟังแค่เพียง 2 วันแรก แต่จากการฟัง 2 วันแรก ที่เห็นเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ ในช่วงวันเวลาครึ่งวัน จะ เริ่มด้วยการ "ปาฐกถาพิเศษ" จากวิทยกรที่เด่นที่สุดในช่วงนั้น 1 ชั่วโมง แล้วตามด้วยการ "เสวนาร่วม" ของวิทยากร 3 ท่าน โดยผู้ดำเนินรายการ (modulator) 1 ท่าน อีก 2 ชั่วโมง... ทั้งสองวัน การเสวนาร่วมเป็นเหมือนการกล่าว "ปาฐกถา" ประกอบพาวเวอร์พ็อยท์นั่นเอง...ดังนั้นวันที่สามก็คงจะมีรูปแบบเดียวกัน.. ความน่าสนใจจึงน่าจะไปอยู่ที่ตัววิทยากรและหัวเรื่องที่ท่านพูดมากกว่ากิจกรรมนำเสนอ...

เช้าวันแรก ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงเป็นนโยบายที่ท่านได้ประกาศทางสื่อไปแล้วเช่น เน้นพัฒนาให้อัตราผู้เรียน อาชีพ:สามัญ เป็น 50:50 และพัฒนาการวิจัยของครูสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน (อ่านคำกล่าวของท่านได้ที่นี่)  ดร.วิทยา จิระเดชากุล ผู้อำนวยการ SEAMEO บอกว่า ต้องจัดการระบบเทียบโอนนิสิต และแลกเปลี่ยนบุคลากร และพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน ส่วนศาสตราจารย์ วัสสิลิออส อี เอฟธีนากิส ประธานสมาคมเวิร์ลไดแด็คบอกว่า เอเชียและอาเซียนจะต้องร่วมมือกัน พัฒนานักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก และต้องคุยกันให้ชัดว่าครูต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ในสังคมอย่างไรบ้าง

ตอนบ่ายเป็นปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ ตัน อุน เซง คณบดีคณะครุศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) วิธีการ "นำสู่บทเรียน" ของท่านแปลกดีครับ...

ท่านเล่าว่า วันหนึ่งไอน์สไตน์ขึ้นรถไฟจะไปไหนสักแห่ง พอพนักงานมาขอตรวจดูตั๋ว ไอน์สไตน์ก็ค้นหาในกระเป๋าเสื้อผ้าและทุกกระเป๋าที่เขามีแล้วบอกว่า "ผมลืมไปแล้วผมเอาไว้ไหน" .. พนักงานพอจำได้ว่าเขาคือไอน์สไตน์ผู้โด่งดัง ก็บอกทันทีว่า "ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านเดินทางพักผ่อนให้สบาย ผมจะอำนวยความสะดวกให้เอง"...แล้วก็กำลังจะเดินออกไป  (ศ.ตัน ท่านพูดทั้งทำท่าทาง จึงทำให้ผู้ฟังสนใจยิ่ง) ... แต่ไอน์สไตน์กลับพูดขึ้นเสียงดังว่า... " ผมลืมไปด้วยว่าผมกำลังจะไปไหน รถไฟขบวนนี้จะไปไหนครับ"...ฮา ศ.ตันท่านสรุปว่า การศึกษานั้นไม่ใช่เพียงรู้ว่ากำลังทำอะไรแก้ปัญหาอะไรเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่ากำลังจะไปทางไหนและไปอย่างไรด้วย


ท่านบอกว่า ปัจจัยของความสำเร็จทางการศึกษาของสิงคโปร์นั้น คือความร่วมมือประสานกัน 3 ส่วนคือ โรงเรียน (Schools) มหาวิทยาลัย (NIE) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE)... ผมชอบตรงที่ท่านเปรียบเทียบกับรูปสามมิติหลอกสายตา จนไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร ขึ้นกับว่าเราจะมองใหมุมไหนเท่านั้น..ท่านบอกว่าในศตวรรษใหม่นี้ การศึกษาของครูก็ต้องปฏิรูป (Reform) เช่นกัน


อีกสไลด์หนึ่งที่ผมชอบ คือการแบ่งขั้นการพัฒนาบทบาทครูออกเป็น 3 ชั้นดังรูป



  • ชั้นแรกคือ สอนดี ครูเป็นแหล่งความรู้ถ่ายทอด ถ่ายโอนสู่นักเรียน 
  • ชั้นที่สองคือ อำนวยช่วยกัน เน้นความผูกพัน ทำข้อตกลง หรือสัญญา เน้นกระบวนการและการมองอย่างองค์รวม 
  • ชั้นที่สามคือ การออกแบบ สร้างสรรค์ จัดการความรู้ สื่อสารเผยแพร่ และสร้างสังคมหรือสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ 
ต่อมาในช่วงเสวนา เป็นตอนที่ผมคิดว่า "คุ้มค่า" กับการมา และค่าลงทะเบียน (ขอบคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ) อย่างยิ่ง เมื่อได้ฟัง ศาสตราจารย์ ไค มิง เชง จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ที่ประทับใจเพราะท่านใช้ข้อมูลสนับสนุนได้อย่างนาเชื่อถือ และหักมุมความเข้าใจของคนทั่วไป หลายประเด็นดังนี้ครับ ท่านบอกว่า
  • มีการสำรวจพบว่า ที่ Imperial College มหาวิทยาลัยอันดับ 10 ของโลก (ดูลำดับ 1-9 ที่นี่) นิสิตมีแรงบันดาลใจในการเป็นวิศกรลดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อเรียนปีสูงขึ้น ดังสไลด์

  • มีการสำรวจวิชาต่างๆ ที่เรียนรู้ใน MIT โดยสมาคมศิษย์เก่า เทียบกับความรู้ที่ได้นำไปใช้จริงในชีวิตจริง พบว่า สวนทางกันแบบชนิดที่ว่า เรียนหนักมากอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้ใช้ในชีวิตจริงกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เน้นในมหาวิทยาลัย (วิชาฝั่งซ้ายเรียนหนัก ขวาเรียนเบา..เสียดายที่ผมถ่ายรูปอีกสไลด์ที่แสดงสิ่งที่นำไปใช้จริงไม่ทัน)

  • ในปี 2006 สำรวจพบว่า คนอังกฤษมีการเปลี่ยนงานเฉลี่ย 13 ในชีวิต และ 10.6 ครั้งสำหรับคนอเมริกา 
  • คนอเมริกันจะเปลี่ยนอาชีพโดยเฉลี่ยน 4.3 อาชีพในชีวิต (สำรวจเมื่อปี 2002)
  • งานจะมีขนาดเล็กลงแต่จะซับซ้อนขึ้น งานไม่จำเป็นต้องมีสังกัดหน่วยงาน และคนจะทำงานเชิงประสานระหว่างงานมากขึ้น ฯลฯ

  • มีชีวิตที่หลากหลายมากกว่าการทำงานกับธุรกิจ เช่น ครอบครัว วัฒนธรรม การเมือง จิตวิญญาณ ชีวิตที่ผ่านคลายยามว่าง และชีวิตหลังเกษียณ เป็นต้น 


  • และในยุคศตวรรษใหม่ ก็มีอะไรๆ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสงคราม  เศรษฐกิจล่มสลาย ฯลฯ 


วันที่สองพูดเรื่องการวัดผลและประเมินผล ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ ที่ประทับใจเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะรู้จักกับ PISA มากบ้างจากเว็บนี้ของไทย  จึงไม่ได้บันทึกอะไรไว้มาแลก...


วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "ชุดคำถามฝึกการคิดตามหลัก ปศพพ."

การถอดความและตีความเอกสารประกอบการบรรยายของท่านทิศนา ทำให้ผมได้ Delearn และ Relearn หลายอย่าง มีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึกฝนตนเอง.... นำมาแบ่งไว้ให้เพื่อนครูนำสู่นักเรียนครับ..

"ชุดคำถามเพื่อฝึกการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"



ไม่ขออธิบายใดๆ เพราะแผนภาพแสดงไว้อาจจะละเอียดมากเกินไป จนทำให้เราไม่ได้ฝึกตั้งคำถามทีเดียวครับ
  • ให้ดูลำดับคำถามตามทิศของลูกศรนะครับ จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 
  • ไม่แนะนำให้ครูนำแผนภาพนี้ให้นักเรียน แต่ทดลองตั้งคำถามกับพวกเขาทีละคำถามๆ ไม่ตายตัว สังเกตว่า พวกเขาได้ "ฝึกคิด" และ "ฝึกทำ" ด้วยตนเองจริงๆ 
 จะดีที่สุดถ้าเราตั้งคำถามทั้งหมดนี้เอง......