วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ระบบช่วยจัดทำ มคอ.๓-๕ รายวิชาศึกษาทั่วไป

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ สำนักศึกษาทั่วไป จัดอบรมเชิงปฏิบัติการอาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชาศึกษาทั่วไป เพื่อจัดทำ มคอ.๓ และ มคอ.๕ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สำนักศึกษาทั่วไปพัฒนาขึ้น (โดยคุณสุลีพร อยู่หว้า) เป้าหมายปลายทางคือ เอื้อให้อาจารย์ผู้ประสานงานและอาจารย์ผูสอนจัดการเรียนการสอนได้อย่างสะดวกที่สุด ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารมากนัก  ซึ่งนอกจากเรื่อง มคอ. แล้ว ยังมีระบบอื่น ๆ ทั้งที่เป็นความลับเฉพาะผู้ประสานงานรายวิชาและส่วนที่มุ่งประชาสัมพันธ์สื่อสารกับอาจารย์และผู้เรียนด้วย เช่น เว็บไซต์รายวิชา เว็บไซต์อาจารย์ เป็นต้น

บันทึกนี้ผมจะมาพาอาจารย์ผู้อ่านทำ มคอ.๓ มคอ.๕ ของรายวิชาศึกษาทั่วไป ตามหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๘) ที่มาที่ไปและหลักการเขียนผมเคยบันทึกไว้แล้วที่นี่ ที่นี่ และที่นี่  หลังจากการทำในระบบครั้งนี้แล้ว ต่อไป การทำ มคอ. จะเป็นเรื่องง่ายใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงครับ

วิธีทำ มคอ.๓

๑) เปิดเว็บเบราเซอร์ เช่น google Chrome ฯลฯ แล้วเติม  genedu.msu.ac.th/mko3-5 ลงบนช่อง URL แล้วกด Enter ครับ

๒) คลิกที่เมนู "เข้าสู่ระบบ" แล้วเติม Username และ Password ที่ท่านได้รับจากสำนักศึกษาทั่วไป (ท่านจะรู้ก็ต่อเมื่อท่านเป็นผู้ประสานรายวิชาหรือเป็นผู้ที่ผู้ประสานงานฯ มอบหมายเท่านั้น)

๓) ตอบข้อมูลในแต่ละหมวด โดยคลิกอักษรสีน้ำเงินและขีดเส้นใต้เท่านั้น ซึ่งจะลิงค์ไปสู่ระบบรับข้อมูลเข้า  ระบบจะนำข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ทำให้ท่านสะดวกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเติมข้อความในหมวดนั้น ๆ

หลักคิดและหลักการในการเขียนแต่ละหมวด ดังนี้ครับ

หมวดที่ ๒  จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์
  • กำหนดจุดมุ่งหมายของรายวิชา การเขียนจุดมุ่งหมายของรายวิชา  มีหลักการ (ซึ่งผมเคยเขียนไว้ที่นี่แล้ว) ดังนี้ 
    • ควรเขียนให้ครบถ้วนผลการเรียนรู้ (LO) ทั้ง ๕ ด้าน ตามกรอบ มคอ.๓
    • ด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้ใช้คำว่า "มี" ก่อนหน้า คุณลักษณะประสงค์ เช่น มีวินัยด้านการตรงต่อเวลา มีจิตอาสา มีความเอื้ออาทร ฯลฯ
    • ด้านความรู้ ให้ใช้คำว่า "สามารถอธิบาย" หากต้องการความเข้าใจ.หรือ "บอกได้" หากต้องการให้นิสิตจดจำสิ่งนั้นได้ 
    • ด้านทักษะทางปัญญา ให้ใช้คำว่า "สามารถ.... ได้" โดยขยายให้ลึกถึงคำกริยา เช่น
      • สามารถนำความรู้ที่เรียน มาใช้ในการวางแผนและออกแบบการดำเนินงานได้
      • สามารถจัดการและดำเนินงานตามแผนที่ออกแบบไว้ได้
      • สามารถแก้ปัญหาในการดำเนินงานและสถานการณ์ต่างๆ ได้
      • ฯลฯ
    • ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ให้เขียนชัดเจนว่า เป็นความรับผิดชอบด้านใด เช่น มีความรับผิดชอบต่อตนเองในงานที่ได้รับมอบหมาย ฯลฯ
    • ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะใช้คำที่ชัดเจนเช่นกัน
      • สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ สามารถใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้
      • สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานได้
      • ฯลฯ
หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาตามกรอบ TQF  ๕ ด้าน

"ผลการเรียนรู้ที่ต้องการจะพัฒนา"  แต่ละด้านแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ สิ่งที่ต้องการพัฒนาหรือผลลัพธ์ทางการเรียน (Learning Outcome) วิธีการสอน และวิธีการประเมินผล  แนวปฏิบัติในการเขียนแต่ละส่วน มีดังนี้

แนวทางการเขียน Learning Outcome

๑) คัดลอกเอาผลการเรียนที่คาดหวังหลักของหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป  ซึ่งจะโปรแกรมจะแสดงไว้หลังวงกลมระบายทึบ  โดยให้คัดลอกเอาหมายเลขหัวข้อของผลการเรียนฯ นั้นมาด้วย เพื่อให้ทราบถึงความเชื่อมโยงระหว่างรายวิชาและหลักสูตรฯ  
๒) พิจารณาปรับแก้ไขข้อความที่คัดลอกมาจากหลักสูตรฯ (ตามข้อ ๑)) ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรายวิชา ส่วนใดที่ไม่เกี่ยวให้ตัดออก
๓) เขียนเพิ่มเติมผลการเรียนรู้เฉพาะของรายวิชาอื่นๆ  เป็นข้อ ถัดๆ ไป

แนวทางการเขียนวิธีการสอน 

สามารถเขียนได้ ๒ แบบ ได้แก่ เขียนเป็นชื่อรูปแบบการสอนที่รู้กันทั่วไป หรือ เขียนอธิบายกิจกรรมการเรียนการสอนพอเข้าใจพอสังเขป เช่น

๑) ให้เขียนรูปแบบการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่น
  • สอนแบบรรยาย (Lecture) ประกอบสื่อ 
  • สอนแบบบรรยายสอดแทรกคุณธรรม 
  • สอนแบบบรรยายแบบมีส่วนร่วม (Integrated Lecture) ถาม-ตอบ
  • สอนแบบสาธิตประกอบการบรรยาย (Deomonstrated Lecture)
  • สอนโดยใช้กิจกรรมในชั้นเรียน (Activity-based Learning, ABL)
  • สอนโดยใช้กรณีศึกษา (Case Study)
  • สอนโดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อม (Small Group Disscussion) 
  • สอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning)
  • สอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning)
  • สอนโดยการมอบหมายงานเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เช่น ทำใบงาน ฯลฯ 
  • สอนโดยใช้การบริการเป็นฐาน (Service-based Learning) 
  • สอนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based Learning) 
  • สอนโดยใช้กลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) 
  • สอนโดยใช้การเล่าเรื่อง (Story Telling)
  • สอนโดยให้ลงมือปฏิบัติ (Learning by doing)
  • มอบหมายงานกลุ่ม
  • สอนโดยให้นำเสนอและวิพากษ์ 
  • ฯลฯ 
๒) เขียนกิจกรรมการเรียนการสอนเฉพาะของรายวิชา เช่น
  • ให้ทำบัญชีรับ-จ่าย 
  • ให้ทำบันทึกความดี
  • ให้ทำบันทึกการบริโภค 
  • ให้ทำบันทึกอนุทิน 
  • สอนโดยใช้เพลง 
  • สอนโดยให้สืบค้นออนไลน์  (Internet-based Learning)
  • สอนโดยใช้โทรศัพท์มือ (Mobile Learning) 
  • ฯลฯ
แนวทางการเขียนวิธีประเมินผล

สามารถเขียนได้ ๒ ลักษณะ ได้แก่ เขียนนักการศึกษา  และเขียนอธิบายว่าประเมินอะไรด้วยเครื่องมือหรือวิธีการอะไร เช่น

๑) เขียนวิธีการประเมินแบบนักการศึกษา โดยใช้เครื่องมือมาตรฐาน ๔ ชนิด ได้แก่ แบบทดสอบ แบบบันทึกการสังเกต (หรือแบบสังเกต หรือแบบบันทึก) แบบประเมิน และแบบวัด ตัวอย่างเช่น

  • ประเมินความรู้ด้วยแบบทดสอบ เช่น การสอบกลางภาค และ/หรือ ปลายภาค
  • ประเมินพฤติกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม  เช่น ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ด้วยแบบบันทึกการสังเกตพติกรรม (ต้องออกแบบสังเกตตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้)
  • ประเมินความสามารถหรือทักษะทางปัญญา โดยใช้แบบวัดความสามารถด้านนั้น ๆ 
  • ประเมินเจตคติ ความพึงพอใจ หรือทัศคติ โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจ 
  • ฯลฯ 
๒) ให้เขียนว่าประเมินอะไรด้วยวิธีการหรือเครื่องมืออะไร เช่น 
  • ประเมินวินัยด้านการตรงต่อเวลาจากพฤติกรรมการเข้าเรียนและการส่งงาน 
  • ประเมินวินัยด้านความรับผิดชอบจากพฤติกรรมการส่งงาน
  • ประเมินความรู้จากการทำใบงานหรือใบกิจกรรม 
  • ประเมินการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ด้วยการให้ทำใบงานหรือใบกิจกรรม 
  • ประเมินความสามารถในการวางแผนและออกแบบแผนงาน จากเค้าโครงงาน 
  • ประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม จากผลการดำเนินโครงงาน หรือ ชิ้นงาน
  • ประเมินความทักษะการสื่อสารจากการแสดงออก การนำเสนอ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 
  • ฯลฯ 
สรุปคือเขียนอย่างแบบใดก็ได้ครับ ขอให้ผู้อ่านเข้าใจชัดเจนว่า  จะประเมินอะไรด้วยเครื่องมือหรือวิธีการแบบไหน? 

หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล

แนวปฏิบัติในการเขียน มีดังนี้

๑) อัปโหลดสื่อการสอน
  • พาวเวอร์พอยท์  ไฟล์เอกสารที่เป็นไฟล์ pdf หรือ ไฟล์สื่อใด ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป  ไม่ควรเป็นวีดีโอที่มีความยาวเกิน ๕ นาที 
  • สื่อที่อัปโหลดไว้นี้ จะอยู่ในฐานข้อมูลสำหรับการสร้างเว็บไซต์รายวิชา ที่นิสิตและอาจารย์สามารถเข้าถึงได้ ดาวน์โหลดได้
๒) เขียนแผนการสอน ซึ่งแสดงรายละเอียดถึงระดับบทเรียนหรือหน่วยการเรียนรู้  มีสิ่งที่ต้องเติมดังนี้

สิ่งที่ต้องเติมในแต่ละช่อง มีดังนี้

  • สัปดาห์ที่ ..... ตัวโปรแกรมจะเรียงตามหมายเลขนี้  
  • หัวข้อ/รายละเอีด ให้เติมชื่อหน่วยการเรียน หรือชื่อบทเรียน หรือชื่อกิจกรรม  
  • จำนวนชั่วโมง ให้เติมจำนวนชั่วโมงในแต่ละคาบเป็นจำนวนเต็ม แตกต่างกันไปตามรายวิชา เช่น 
    • วิชา 2(2-0-4) ให้เติมเลข 2 
    • วิชา 2(1-2-3) ให้เติมเลข 3 
  • ผลการเรียนรู้ ให้คลิกเลือกช่องวงกลมเล็กให้ทึบ เพื่อกำหนดผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป แนะนำให้คลิกร่าง "พิมพ์รายงาน มคอ.๓" ก่อน แล้วเปิดไฟล์ doc  เปิดตรวจสอบได้สะดวกจาก "ผลการเรียนรู้ที่ต้องพัฒนา" ที่ได้กำหนดไว้แล้ว 
  • วัตถุประสงค์การเรียนรู้  ช่องนี้ให้เติมผลการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้หรือบทเรียนนั้น ๆ  
  • กิจกรรมการเรียนรู้/วิธีสอน ให้เขียนบอกกิจกรรมการเรียนการสอนพอให้ผู้อ่านซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนและนิสิตผู้เรียน เข้าใจร่วมกันพอสังเขป 
  • คลิกเลือกสื่อการสอนที่อัปโหลดไว้  
  • วิธีประเมิน  ให้เขียนวิธีประเมินในสัปดาห์หรือบทเรียนนั้น ๆ  ถ้ามี หากไม่มีให้เว้นว่างไว้ 
  • อาจารย์ผู้สอนให้คลิกเลือก "อาจารย์ประจำกลุ่ม"
หากพิมพ์ต้องการแก้ไข โปรแกรมนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยสะดวกนัก  ให้ใช้เทคนิคดังนี้ หากต้องการแก้ไขข้อมูลในสัปดาห์ที่ 1  ให้ดำเนินการดังนี้  
  • เติมหมายเลขสัปดาห์เป็น เลย "1"  ลงในแถวใหม่
  • ก๊อปปี้ส่วนที่ถูกต้องแล้วลงในแต่ละคอลัมน์ 
  • เติมหรือแก้ไขตามต้องการ  แล้วกดเพิ่มข้อมูล 
  • กดลบแถวเดิมและยืนยันการลบ เป็นอันเรียบร้อยครับ 
๓) แผนการประเมินผลการเรียนรู้  
  • ให้เขียนบอกวิธีประเมินผล  โดยเขียนแบบรวบรวมทั้งหมดทุกหน่วยการเรียน (บทเรียน) เข้าด้วยกัน เช่น 
    • การเข้าร่วมกิจกรรม 
    • สอบกลางภาค 
    • สอบปลายภาค
    • ใบงาน (งานเดี่ยว) 
    • โครงงาน (งานกลุ่ม)
    • ฯลฯ
  • คลิกทึบเพื่อเลือกความสอดคล้องกับ TQF ๕ ด้าน
  • เติมสัดส่วนคะแนน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 
หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน 

๑) ตำราและเอกสารหลักที่ใช้ในการเรียนการสอน  ให้เขียนถึง เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ๐๐๓xxxxx  ...(ชื่อวิชา).....  เช่น

  • เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้ 
  • ฯลฯ

๒) เอกสารและข้อมูลสำคัญที่นิสิตจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม   คือ เอกสารหรือหนังสือ ที่ผูู้เรียนจำเป็นต้องไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง  ให้เติมแห่งอ้างอิงของหนังสือนั้น   เช่น

  • ปรียานุช ธรรมปิยา. วิกฤตเศรษฐกิจ. .อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) .พิมพ์ครั้งที่ ๓. ๒๕๕๗  
  • ฯลฯ
  • หรืออาจเขียนเป็นข้อตกลง เช่น  ให้เป็นไปตามที่อาจารย์ผู้สอนกำหนด  ฯลฯ 
๓) เอกสารและข้อมูลแนะนำที่นิสิตควรศึกษาเพิ่มเติม  ให้เขียนเติมแหล่งอ้างอิง 

หมวดที่ ๗ การปรับปรุงและการดำเนินงานของรายวิชา
  • กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา ได้แก่
    • นิสิตประเมินประสิทธิผลของการเรียนการสอน ผ่านระบบประเมินอาจารย์ผู้สอนปลายเปิด 
    • สำนักศึกษาทั่วไปทำวิจัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาพรวม กลุ่มเป้าหมายเป็นนิสิตในแต่ละรายวิชา
    • หรืออาจารย์เขียนเพิ่มเติมกลยุทธ์อื่น ๆ 
  • กลยุทธ์การประเมินการสอน ได้แก่
    • นิสิตทุกคนต้องเข้าประเมินการสอนของอาจารย์ผ่านระบบประเมินออนไลน์  
    • ฯลฯ
  • การปรับปรุงการสอน ได้แก่ 
    • ประชุมอาจารย์ผู้สอนเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ภาคการศึกษาละ ๑ ครั้ง 
    • ฯลฯ
  • การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา
    • เข้าร่วมกระบวนการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของสำนักศึกษาทั่วไป ปีการศึกษาละ ๑ ครั้ง 
    • ประชุมพิจารณาผลการเรียนของแต่ละภาคเรียน 
    • ฯลฯ
  • การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา
    • ทบทวนและปรับปรุงรายวิชา ตามรอบประกันคุณภาพการศึกษา ทุก ๔ ปี 


ขอขอบพระคุณอาจารย์และบุคลากรทุกท่านมากครับ อ.สมศักดิ์ อ.นพดล อ.ปภัสสร อ.อินอร อ.ประภาส อ.อำนวย อ.กฤษกร อ.ณภัสวรรณ อ.สาายไหม อ.ทวีพงษ์ อ.ชุน อ.อาจินต์ อ.วรากร อ.วาสนา อ.นันทวรรณ และคุณสุดารัตน์ (จากคณะการท่องเที่ยว) ... ขออภัยที่ไม่ได้เติม ตนทวชก. นะครับ 

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ให้สัมภาษณ์เรื่อง "การเรียนรู้ตลอดชีวิต"

เมื่อวานนี้ (๒๔ มิ.ย. ๖๐) มีนิสิตระดับปริญญาเอกท่านหนึ่ง บอกผมทางอีเมล์ว่า ได้อ่านบันทึกเกี่ยวกับ "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ซึ่งผมเขียนไว้ที่นี่ ผมทราบภายหลังว่าท่านกำลังทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับ "องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การเรียนรู้ตลอดชีวิตของพลเมืองไทย"  และส่งข้อคำถามเพื่อสัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนกับผมเรื่องนี้  ผมยินดีมาก และอยากเอามาแบ่งปัน ให้เห็นคำถามสัมภาษณ์และคำตอบของผม และจะดียิ่งถ้าแลกเปลี่ยนกันต่อท้ายบันทึกนี้

๑) ท่านให้ความหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างไร?

ความหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควรแบ่งออกเป็น ๒ ความหมาย เพื่อให้ผู้กล่าวถึง เข้าใจเป้าหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างชัดเจนในทุกขณะที่กล่าวถึงคำว่า "เรียนรู้ตลอดชีวิต"  ได้แก่ ความหมายสำหรับการเรียนรู้ภายนอก เรียนรู้ทางโลก (โลกียะ)  และความหมายสำหรับการเรียนรู้ภายใน เรียนรู้ทางธรรม (โลกุตระ)  โดยยึดเอาตัวผู้เรียนรู้เป็นสำคัญในการนิยามทั้งสองความหมายนี้

ความหมายภายนอก 
การเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเองของมนุษย์ผู้มีอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ เพื่อตอบสนองความสงสัยใคร่รู้ แก้ปัญหา หรือพัฒนาสิ่งใด ๆ ให้ดีขึ้น หลังจากได้สัมผัสกับสิ่งเร้าหรือสิ่งแวดล้อมที่มากระทบประสาทสัมผัสทั้งห้าได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และรวมถึงความสงสัยใคร่รู้ที่ผุดขึ้นในใจเองด้วย การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้คิดและลงมือกระทำด้วยตนเองเท่านั้น .... เป้าหมายของการเรียนรู้นี้คือปัญญาทางโลก

ความหมายภายใน 
กาเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึง การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจากภายใน ด้วยการมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง โดยไม่ขึ้นกับกาละ เทสะ หรือปัจจัยภายนอกใด ๆ  การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนระลึกรู้สภาวะของใจที่หลงไปคิด โลภ โกรธ หรือสภาวะของกายที่รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง เคลื่อนไหว ... เป้าหมายของการเรียนรู้นี้คือปัญญาทางธรรม ได้แก่การรู้แจ้งอริยสัจ เข้าถึงซึ่งความจริงแท้ คือ "นิพพาน"

(หมายเหตุ ความหมายนี้ นิยามบนฐานความรู้จากการฟัง สำนวนคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช)

๒) ท่่านคิดว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เหมาะสมกับสังคมไทยเป็นอย่างไร

การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เหมาะสมกับสังคมไทย ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวัตถุ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒธรรมของคนไทย การจัดการศึกษาให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรเน้นให้สมดุลและครบถ้วนทั้งการเรียนรู้ภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้านการศึกษา และการพัฒนาตนเองเพื่อยกระดับจิตวิญญาณสู่การรู้แจ้งความจริงสูงสุดตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ

๓) ท่านคิดว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 
(การเรียนเพื่อรู้ การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน การเรียนรู้เพื่อชีวิต การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้เพื่อความยั่งยืน)

องค์ประกอบของการเรียนรู้ตลอดชีวิต แสดงดังรูปด้านล่าง  (ผมเรียนรู้เรื่องนี้จาก อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ขอแนะนำให้นิสิตไปเรียนรู้จากท่านครับ)

ผลของการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ "ปัญญา" อาจเป็นปัญญาทางโลกหรือปัญญาทางธรรม ก็สุดแท้แต่ผู้เรียนจะประสงค์จากพฤติกรรมการเรียนรู้นั้น ๆ เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อปฏิบัติได้จริง เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน เหล่านี้เป็นเป้าหมายภายนอก ส่วนการเรียนเพื่อชีวิต เรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการเรียนเพื่อความยั่งยืน เหล่านี้น่าจะเป็นเป้าหมายจากภายใน

สิ่งที่ผู้เรียนควรสนใจและให้ความสำคัญที่สุด ในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเอง คือ "คุณภาพการเรียนรู้" ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๔ ประการได้แก่ ๑) ความเชื่อ (ความเห็นที่ถูกต้อง) ๒) สติและสมาธิ ๓) ความรู้เดิมหรือประสบการณ์ และ ๔) สิ่งแวดล้อมและกัลยาณมิตร  โดยต้องประกอบด้วยปัจจัยให้สำเร็จในการเรียนรู้ ๔ ประการ ได้แก่ ๑) แรงบาลดาลใจและความชอบ (ฉันทะ) ๒) ความเพียรและบ่อยซ้ำย้ำทำ (วิริยะ) ๓) ความจดจ่อและต่อเนื่อง (จิตตะ) และ ๔) การใคร่ครวญศึกษาทดลองและสะท้อนป้อนกลับ (วิมังสา)  หรือก็คือ อิทธิบาท ๔ (ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเองครับ)


(Cr.ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์)

ผมเคยให้คำอธิบายเกี่ยวกับองค์ประกอบของการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้ในบันทึกนี้ ดังนี้ 

องค์ประกอบที่สำคัญต่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง หรือเรียกว่า “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” เมื่อเรารับประสบการณ์ใหม่จากสิ่งแวดล้อมใหม่ ความเชื่อหรือศรัทธาในเรื่องต่างๆ ความเชื่อที่แตกต่างกันย่อมทำให้แต่ละบุคคลมีกระบวนทัศน์หรือวิธีคิดแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อท่าทีหรือเจตคติต่อเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแตกต่างกันไป องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความรู้และประสบการณ์เดิมที่สั่งสมในแต่ละบุคคล ความเชื่อและประสบการณ์เดิมจะส่งผลต่อการฟัง การคิด และการลงมือปฏิบัติ ทำให้ “กระบวนการเรียนรู้” ของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปด้วย ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหรือไม่ คือ การมีสติรู้ตัว มีปัญญาระลึกรู้ ซึ่งตามพุทธวิธีจะต้องฝึกสมาธิให้ใจตั้งมั่นและเจริญสติให้จิตจดจำสภาวะต่างๆ ให้ได้ก่อน ส่วนประสิทธิภาพของการเรียนรู้ของแต่ละคนนั้น จะแตกต่างกันไปตามทักษะหรือความสามารถในการฟัง การคิด การปฏิบัติ ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงให้เห็นจากความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเองและประสิทธิผลหรือความสำเร็จของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นมากน้อยอย่างไร จะขึ้นอยู่กับปัจจัยแห่งความสำเร็จ ๔ ประการ ได้แก่ แรงบันดาลใจในการเรียนรู้ (ฉันทะ) ความเพียรพยายาม (วิริยะ) การจดจ่อต่อเนื่อง (จิตตะ) และการสะท้อนป้อนกลับที่ถูกต้องเหมาะสม (วัมังสา)..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/575366 

๔) ท่านคิดว่า ตัวบ่งชี้การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จะทำให้บรรลุแต่ละองค์ประกอบของการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีอะไรบ้าง

หากยึดเอาความหมายและองค์ประกอบของการเรียนรู้ดังที่ผมตอบไปแล้ว มาตอบคำถามตามแต่ละองค์ประกอบที่นิสิตได้กำหนดไว้ สามารถตอบได้ดังนี้ 

  • เรียนเพื่อรู้  ตัวชี้วัดคือ อธิบายได้ วัดความรู้
  • เรียนเพื่อปฏิบัติได้จริง ตัวชี้วัดคือ ทำเป็นและทำได้  วัดความสามารถ ด้วยการให้ทำคือแก้ปัญหาหรือพัฒนา 
  • เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน ตัวชี้วัดคือ ความสามัคคีหรือความขัดแย้ง วัดทักษะทางสังคม 
  • เรียนรู้เพื่อชีวิต ตัวชี้วัดคือ ความเข้าใจตามเป็นจริงของสรรพสิ่ง วัดปัญญาปฏิบัติ
  • เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดคือ ความเป็นตัวตน (ลดลง) ความเห็นแก่ตัว (น้อยลง) ความรู้จักตนเอง
  • เรียนรู้เพื่อความยั่งยืน ตัวชี้วัดคือ วัดอุปนิสัย "พอเพียง" วัดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (ขออภัยหากนิยามไม่สอดคล้องกับวรรณกรรมที่นิสิตได้ทบทวนมา)
๕) ท่านคิดว่าในแต่ละช่วงอายุ องค์ประกอบ/ตัวบ่งชี้การเรียนรู้ตลอดชีวิตจะเหมือนกันหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

ผมคิดว่าแตกต่างกันบ้างครับ ไม่เสมอไปครับ เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ ศตวรรษที่ ๒๑ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ หรือสรรหาครู ยูทูป หรือพบเจอผู้เป็นกัลยาณมิตร  โลกเปลี่ยนแปลงเร็วจนยากจะคาดเดา กล่าวคือสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าเปลี่ยนแปลง หลักสูตรการเรียนรู้ต่าง ๆ ใช้ไม่ได้ ผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ความแตกต่างระหว่างวัยของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่พอจะจัดหมวดหมู่ได้ คงอยู่ในลักษณะของความคาดหวังของนักการศึกษาของแต่ละประเทศ 

อย่างไรก็ตาม หากนิสิตถามมา ผมก็จะตอบ ตามความเห็นของตนเอง เกี่ยวกับองค์ประกอบและตัวชี้วัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนี้ 
  • วัยเรียน (๕-๑๕ ปี) ในวัยนี้แม้จะเน้น "เรียนเพื่อรู้" แต่สิ่งที่สำคัญมากคือการปลูกฝังคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตต่อไป องค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ควรพัฒนาและประเมิน ได้แก่ 
    • ประเมินความรู้ที่จำเป็น และทักษะพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ ได้แก่ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น  ฯลฯ 
    • การทำงานของสมอง Executive Function หรือ EF ๔ ประการได้แก่ ๑) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) ๒) ความยืดหยุ่น (Flexibility) ๓) การควบคุมตนเอง (Self-Control) และ ๔) การมีวินัย (Discipline) (อ่านต่อที่นี่)  
    • คุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ ตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๘ ประการตามหลักสูตรแกนกลาง ได้แก่ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ  และสำหรับเด็กไทยควรจะรักษาไว้ซึ่งความกตัญญู อันเป็นจุดเด่นของคนไทย 
    • สมรรถนะที่พีงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลาง ๕ ประการ ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะชีวิต และความสามารถด้านเทคโนโลยี 
  • วัยรุ่น (๑๕-๒๑ ปี) น่าจะมีเป้าหมายการเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง ฝึกวิชาชีพ แต่หลักสูตรวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะไม่เพียงพอท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อีกเป้าหมายสำคัญในช่วงวัยนี้ คือการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน แต่ที่สำคัญที่สุดในวัยนี้ควรเริ่มฝึกการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแลงจากภายในอย่างจริงจัง  องค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ควรประเมินเพิ่มเติมขึ้นคือ 
    • ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑  โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม 
    • ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในบริบทของสังคมไทย (ผมเขียนไว้ที่นี่โดยเฉพาะทักษะ "การให้" และ "การรับ"  (ข้อนี้รวมลงตัวกันกับสมรรถนะหลักตามหลักสูตรแกนกลางแล้ว)
    • ควรประเมินว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่ (วัดเรื่อง ทำเป็น ทำได้ เก่งงาน หรือ Hard Skills)
    • การรู้จักตนเอง และ ความชัดเจนในชีวิต เช่น เป้าหมายชีวิต เป็นต้น 
  • วัยแรงงาน (๑๕-๕๙ปี) น่าจะมีเป้าหมายการเรียนรู้เพื่อให้ปฏิบัติได้จริง เรียนรู้เพื่อชีวิต และการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดที่ควรประเมินเพิ่มเติม ได้แก่ 
    • ทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ การพึ่งตนเอง  
    • ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
    • ปัญญาปฏิบัติ ในที่นี้หมายถึงปัญญาทางโลก เช่น องค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี ประสบการณ์ เป็นต้น
    • ความเสียสละ แบ่งปัน การอุทิศตนเพื่อส่วนรวม 
    • ปัญญาทางธรรม 
  • วัยสูงอายุ (๖๐ ปีขึ้นไป) ในวัยนี้ น่าจะเน้นที่สุด คือการสร้างเหตุแห่งปัญญาทางธรรม ต่อเนื่องจากที่ได้สั่งสมมาในวัยรุ่นและวัยแรงงาน เพื่อให้เข้าใจสรรพสิ่ง และรู้แจ้งความจริงสูงสุด  ในขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ให้กับสังคมและโลก โดยถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง เป็นการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป และอีกเรื่องสำคัญน่าจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพร่างกายของตนเองให้อยู่เรียนรู้ต่อไปให้นานที่สุด ดังนั้นตัวชี้วัดที่ควรจะประเมิน ได้แก่ 
    • ปัญญาทางธรรม
    • การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือประสบการณ์
    • การรักษาสุขภาพอย่างฉลาดและเท่าทันโรค 
๖) แต่ละตัวตัวชี้วัดควรมีรายละเอียดอย่างไร
รายละเอียด ได้ตอบไปแล้วในข้อที่ ๕)  หลักการสำคัญในการสร้างตัวชี้วัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต น่าจะมีดังนี้

  • เน้นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลง หรือตัวชี้วัดเชิงพัฒนา เพื่อตรวจสอบพัฒนาการ หรือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา  
  • ตัวชี้วัดใด ๆ ที่ใช้เกณฑ์เป็นตัวเลขในการประเมิน ทั้งการประเมินองค์ความรู้ ทักษะ หรือเจตคติ ต้องคำนึงว่า สิ่งที่กำลังวัดคือ "อุปนิสัยใฝ่เรียนรู้" หรือ "การเรียนรู้ด้วยตนเอง" ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ... ระวังไม่ให้นำเอาเกณฑ์ประเมินผลการศึกษาที่กำหนดจากภายนอกไปวัดผู้เรียนทุกคน  เนื่องจาก ความต้องการรู้ ปัญหา การดำเนินชีวิต และเป้าหมายของชีวิต ของผู้คนแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน 
  • หากเครื่องมือหรือตัวชี้วัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตถูกต้องเหมาะสม  ปลายทางของปัญญาภายนอกคือ องค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา  ส่วนปลายทางของปัญญาภายในคือความสุขที่เกิดจากความรู้แจ้งในความจริงแท้ (บรรลุธรรม) เช่น 
    • สังคมใดไม่มีภูมิปัญญาเป็นของตนเองเลย  แสดงว่า ไม่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต(ภายนอก) 
    • สังคมใดผู้คนแก่งแย่งแข็งขัน ทะเลาะแตกแยก ยิ่งอายุมากยิ่งเห็นแก่ตัว แสดงว่า ไม่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต(ภายใน) 
    • สังคมใดมีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ มีปัญญาปฏิบัติ และภูมิปัญญาของตนเอง มีถ่ายทอดสู่ถัดไป  แสดงว่า เป็นสิ่งคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    • สังคมใดผู้คนไม่ยึดมั่นในตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละสิ่งของนอกกาย สันโดษ สามัคคี เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต(ภายใน)
    • ฯลฯ
๗) ความคิดเห็นอื่น ๆ 

  • งานวิจัยทางการศึกษาใด ๆ ก็ตาม ที่กำลังทำกันอยู่ หากผู้วิจัยคิดว่าจำเป็นต้องอ้างอิงถึงงานวิจัยที่มีผู้รู้ทำมาก่อนเท่านั้น  มีโอกาสสูงมากที่งานวิจัยนั้น จะอยู่เพียงขั้น "ต่อยอด" หรือ "สังเคราะห์" เท่านั้น  มีโอกาสน้อยมากที่จะเป็น "นวัตกรรม"  เนื่องเพราะงานวรรณกรรมที่ทบทวนมาเหล่านั้นโดยมากมักเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต(ภายนอก)ทางการศึกษาซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ทั้งสิ่งแวดล้อมและผู้เรียน และความมีความแตกต่างกันตามภูมิสังคม
  • ปัญญาภายนอกทางการศึกษา ไม่เหมือนปัญญาภายนอกทางวิทยาศาสตร์  แก้วอยู่ที่ไหน ประเทศใด ก็ยังมีโครงผลึกเหมือนเดิม ดังนั้นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งสากล แต่คนไม่ใช่ ...  การศึกษาไทยที่ไปยกเอาระบบและกระบวนการพัฒนามาจากต่างประเทศย่อมไม่ได้ผล ... การศึกษาควรมาจาก "ปัญญาปฏิบัติ" ของคนไทยเอง 
  • ด้วยข้อจำกัดของการเลี้ยงชีพ และความก้าวหน้าในชีวิต ใครที่ไปเรียนอะไรมา ก็จะกลับมาถ่ายทอดในสิ่งนั้น ๆ และเข้าใจว่าสิ่งนั้น ๆ ถูกต้องดีเลิศ ผลก็คือ การสืบทอดส่งต่อวิธีที่คิดว่าดีนั้นไปเป็นลูกโซ่ นานกาลเข้ากลายเป็นระบบใหญ่ที่ยากจะหมุนกลับ  ตัวอย่างเช่น  งานวิจัยเรื่องการศึกษาที่ตีพิมพ์ต่างประเทศ ได้รับการยอมรับมากกว่าตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ทั้งๆ ที่ครูไทยไม่ได้อ่านงานวิจัยตีพิมพ์นั้นเลย  ...  ใครจะกล้าพอที่จะหยุดและหมุนกลับมาสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเราเอง 
  • ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ภายใน มีข้อจำกัด ๒ ประการ  คือ  ๑) ผู้เรียนต้องปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะรู้ และ ๒) ผู้เรียนที่เกิดปัญญาภายในก็จะรู้ได้เฉพาะตนเองเท่านั้น ไม่สามารถจะส่งต่อผลแห่งการเรียนรู้นั้นไปสู่ผู้อื่นได้   ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สมบูรณ์จึงไม่ใช่การส่งต่อหรือถ่ายทอด
ขอจบเท่านี้ครับ
ขอบคุณที่ให้โอกาสได้แลกเปลี่ยนครับ

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลักปฏิบัติการเรียนรู้ แบบ ๑๒ส.

เมื่อวานนี้ (๒๒ มิ.ย. ๖๐) ระหว่างที่อบรมอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาด้านการเรียนการสอน ผมผุดพบว่า กระบวนการเรียนรู้ตามนวคิด ๓PBL สามารถสงเคราะห์เป็นหลักปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ได้ ๑๒ ขั้นตอน เรียกว่า  "๑๒ส."(อ่านว่า สิบสองสอ หรือ ย่อว่า สสส. หรือก็คือ ๓ส.) เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ เชิญพิจารณาครับ



วิธีอ่าน

  • สีฟ้าแสดง "คุณสมบัติของใจ" ที่ต้องพานักเรียนฝึกฝน บ่อย ซ้ำ ประจำ ยาวนาน ให้เกิดมีแก่จิตใจ  
    • สติ  ฝึกด้วยการเจริญสติ โดยเฉพาะสัมมาสติ หรือ สติรู้กาย รู้ใจของตนเอง และใช้สตินั้นรักษาใจไม่ให้ผิดศีล ๕ ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
    • สมาธิ ฝึกด้วยการฝึกสมาธิ  หรือความตั้งมั่นของจิต (หรือลักขนูปนิฌาณ)
    • สุข เป็นผลจากการเจริญสติและสมาธิที่ถูกต้อง
    • สงบ เป็นผลจากที่ใจเกิด "สุข" จากการตื่นรู้อันเป็นผลจากการเจริญสติที่ถูกต้อง
  • สีส้มแสดง นิสัยหรืออุปนิสัยของใจในการคิด ต้องฝึกทักษะการคิด ด้วยการฝึกคิด อาจแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนใหญ่
    • ฝึกให้เกิดความ "สงสัย"  ด้วยการใช้กิจกรรมหรือเครื่องมือนำคิด หรือให้ "ตั้งใจคิด" ฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม บ่อยซ้ำย้ำประจำยาวนาน 
    • ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ "สังเคราะห์" หรือสร้างองค์ความรู้ในตนเองด้วยการคิด 
  • สีเขียว แสดงกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 
    • สืบค้น เมื่อสงสัย ให้เริ่มจากการสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง สมัยนี้สำคัญและสะดวกค้นออนไลน์ ง่ายยิ่ง 
    • สำรวจ หมายถึง ต้องลงพื้นที่ หรือลงไปค้นหาความรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง เข้าถึงปัญหาหรือภูมิปัญญาที่มีอยู่จริง ๆ 
    • สัมภาษณ์  คือ การสัมภาษณ์ สนทนา กับผู้รู้ หรือแหล่งข้อมูลเบื้องแรก ให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)
    • สร้างสรรค์ คือ การลงมือทำสิ่งใด ๆ ให้สิ่งใหม่ ๆ หรือดี ให้เกิดขึ้น แก้ปัญหา สร้างปัญญา หรือพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น 
    • สร้างสื่อ คือ สร้างสื่อจากบทเรียนหรือประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ของตนเอง ขั้นนี้รวมการสะท้อนการเรียนรู้ และถอดบทเรียน 
    • เสนอ คือ ให้ได้นำเสนอเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ปฏิบัติอื่นๆ  
นอกจาก ๑๒ส. นี้จะเป็นแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด ๓PBL แล้ว ยังสามารถนำมาเป็นหลักคิดในการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ได้ครบคลุม "ปัญญา ๓ ฐาน" ได้แก่ ฐานกาย (สีเขียว) ฐานคิด(สีส้ม) และ ฐานใจ (สีฟ้า) อีกด้วย  คล้ายกับรูปแแบบ "๓ กำลัง ส." ที่ได้เสนอไว้แล้ว 


วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อะไรจะเปลี่ยนไปในอีก ๑๕ ปี

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้ว่า "อะไรจะเปลี่ยนไปในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า" ขณะที่กำลังเดินทางไปอัมพวาในช่วงเวลาพักผ่อนหยุดยาว ๒๒-๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ หากนับจากวันนี้ไปอีก ๑๕ ปี และระบบการศึกษายังเป็นเหมือนทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ ลูกสาวคนโตของผมจะจบปริญญาตรีพอดี (ถ้าเขาเรียนต่อนะครับ) ... 


 (ขอบคุณป้าอุ๋ม (คนใส่แว่นดำ) ที่ช่วยขับรถพาไปเที่ยวอัมพวาครับ)


ผมถามตัวเองว่า อะไรบ้างที่จะเปลี่ยนไป อะไรที่ต้องเตรียมตัวไว้เป็นภูมิคุ้มกันให้พร้อม... ดังนั้นบันทึกนี้จึงเป็นเหมือนทั้ง "คำทำนาย" และการฉายภาพความเสี่ยงต่ออนาคตที่ดีของลูกๆ  เป็นความคิดล้วนๆ ว่า อีก ๑๕ ปีข้างหน้า น่าจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน

๑) วิธีการรับพิจารณาคนเข้าทำงานเปลี่ยนไป 

วิธีการรับคนเข้าทำงาน แบบยื่น "วุฒิการศึกษา" และ "นัดมาสัมภาษณ์" จะค่อยๆ หมดไป นั่นหมายถึง "วุฒิการศึกษา" จะไร้ความหมาย  และการพิจารณาคนจากเอกสารและการสนทนาในช่วงเวลาสั้นๆ (การสัมภาษณ์) จะหมดไป .....  ผมคาดว่าต่อไปการคัดคนเข้าทำงาน จะพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย ๕ หรือ ๑๐ ปี (แน่นอนว่า คือ ผลงาน)  โดยบริษัทหรือหน่วยงานจะมีข้อมูลผู้สมัครอยู่แล้ว อาจได้จากการสืบค้นข้อมูลบน Facebook, Twitter, Line, Skype, Instargram ฯลฯ หรืออาจซื้อข้อมูลจากผู้ให้บริการเหล่านี้ หรือซื้อจากบริษัทจัดหาคนงานที่ต้องปรับมาวิเคราะห์ข้อมูลของคนอย่างจริงจัง แทนที่จะทำหน้าที่เพียง "ประกาศรับ จับคู่" ดังที่ทำทุกวันนี้  

นั่นหมายความว่า ผมในฐานะพ่อ ต้องฝึกทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตและการทำงาน และที่สำคัญทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยี ให้ลูกสามารถจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศของตนเองอย่างเป็นระบบ  สั่งสมและนำเสนอผลงานอย่างต่อเนื่อง...

๒) โรงเรียนจะเปลี่ยนไป แบบที่ต้องเรียกใหม่ว่า "รวมเรียน" หรือ "ชุมชนเรียนรู้" (Learning Community: LC) 

เนื่องจากวุฒิการศึกษาหรือ "ใบปริญญา" ไร้ความหมาย "ทักษะและอุปนิสัย" คือปัจจัยสำคัญในการฝึกฝนและพัฒนาลูก ดังนั้นพ่อแม่จะต้องช่วย (สร้างแรงบันดาลใจ) ให้ลูกค้นหา "ตัวเอง"  ในที่นี้เบื้องต้นก็คือ ความชอบ (ฉันทะ) ความมุ่งมั่นพากเพียร(วิริยะ) ความถนัด(ศักยะ) พรสวรรค์ (อัจฉริยะ) ฯลฯ กลุ่มคนที่มี "ตัวเอง" คล้ายๆ กัน จะเริ่มพัฒนาตนเองฝึกฝนร่วมกันเป็น "ชุมชนเรียนรู้" ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่รวมกันเป็นโรงเรียนเหมือนในปัจจับัน แต่จะไป "รวมกันเรียน" ในที่ใดที่หนึ่ง เหมือนเป็นหลักสูตรเฉพาะแบบไม่ต้องรอให้จบชั้นไหนมาก่อน ก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้เลย

....
ผม : ขวัญคะ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรลูก ? 
ขวัญ : หนูอยากเป็น Iron Man ค่ะ
ผม : โอ้.. ถ้าอย่างงั้น หนูต้องอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ คิดเลขเป็น และเขียนภาษา คอมพิวเตอร์เก่งๆ นะ 
ขวัญ : ค่ะ 
....

ผมคิดว่าลูกสาวผมยังไม่รู้เรื่องหรอกว่าอะไรคือ "Iron Man" อะไรคือ "คิดเลขเป็น และเขียนโปรแกรมเก่ง" แม้ว่าผมจะใช้ศัทพ์คำว่า "ภาษาคอมพิวเตอร์" แล้วก็ตาม.... อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ต่อไปจะมีหลักสูตรเรียนไปเป็น "Iron Man" ก็เป็นได้

๓) ต่อไปไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาใดๆ

แน่นอนว่า "ภาษา" คือส่วนหนึ่งของ "วัฒนธรรม" ดังที่มีความพยายามจะปรับปรุงหลักสูตรให้วิชาภาษามาอยู่กับวิชาวัฒนธรรม (กลุ่มสาระภาษาและวัฒนธรรม) แต่ต่อไปอีก ๑๕ ปี เราอาจจะมีเรียนรู้วัฒนธรรมโดยไม่ต้องจดจำภาษาพูดของคนอื่นเลย

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การประมวลผลที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เราก้าวไปถึงจุดที่สามารถสร้างอุปกรณ์ "แปลงภาษาพูด" แบบทันทีทันใด หรือแบบสดๆ (real time) เช่น พูดเป็นภาษาไทยแต่เสียงที่ออกไปเป็นภาษาอังกฤษ  เดินไปเจอเพื่อนเขมร เปลี่ยนโหมดเป็นพูดภาษาไทย เสียงออกไปเป็นภาษาเขมร เป็นต้น

นั่นหมายถึง ครูสอนภาษาอังกฤษจะตกงาน .... อาจารย์ก้อย ภรรยาผม จะตกงานนั่นเอง...ฮา


๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔

พอแค่นี้ครับ ยิ่งคิด ยิ่งฟุ้ง ...ท้ายสุด เราก็เพียง "นักสร้างแรงบันดาลใจ" ให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ด้วยตนเองให้ได้ และบ่มเพาะอุปนิสัย "พอเพียง" ให้เขาก็เพียงพอแล้ว....





วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีอธิบายว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" คืออะไร

กว่า ๑ ปี ที่ผมเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ "ภาคสนาม" ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่อีสานตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม เพื่อขับเคลื่อน "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" (ปศพพ. ด้านการศึกษา) สู่สถานศึกษา  วันนี้ ผมคิดว่า ผมมี "วิธีอธิบายที่ดีที่สุด" ในการอธิบายว่า ปศพพ.ด้านการศึกษา คืออะไร จึงอยากบันทึกแลกเปลี่ยนไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป...

ขั้นเตรียม


กลุ่มเป้าหมายจำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลัก ปศพพ. มาก่อน โดยเฉพาะ "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิต" และ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ซึ่งความจริงโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ปศพพ. จะต้องเป็นด้านการเกษตร แท้จริงแล้วสามารถนำไปใช้ได้ในทุกด้านของชีวิต เพราะ ปศพพ. เป็น "หลักคิด"



แนะนำให้ใช้วิธีการ "ตั้งคำถาม" และ "พูดคุย" หรือ "ให้เล่าประสบการณ์" เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ หรือปัญหาข้อสงสัยในใจของกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นนำ

เริ่มที่ทำความเข้าใจความหมายและความแตกต่างระหว่างคำว่า "ศรัทธา" "ปรัชญา" และ "ปัญญา" เชื่อมโยงกับคำง่ายๆ ที่ทุกคนรู้จัก คือ  "ศรัทธา=>เชื่อ ปรัชญา=>คิด และ ปัญญา => รู้"   ทั้ง ๓ คำคือ "เชื่อ" "คิด" และ "รู้" เป็น "กิริยา" หรือเป็นการกระทำของ "ใจ" ลึกซึ้งกว่าความเข้าใจตามทฤษฎีตะวันตกที่ผูก "คิด" ไว้กับ "สมอง"




 แล้วสรุปในเบื้องต้นว่า

 คำว่า "ปรัชญา"  จึงเกี่ยวกับ "คิด" นักปรัชญาก็คือนักคิด ดังนั้น "หลักปรัชญา" ก็คือ "หลักคิด"


ขั้นสอน

ให้อธิบายว่า ....

เมื่อนำ "หลักคิด" ไปใช้ หมายถึง ก่อนจะทำอะไรก็ให้คิดก่อน คิดโดยใช้ "หลักคิด" นี้ก่อน ขั้นตอนและวิธีการทำของผู้นำ "หลักคิด" ไปใช้ อาจเรียกได้ว่า "แนวปฏิบัติ"  และเมื่อผู้ทำนำไป "ปฏิบัติ" อย่างต่อเนื่องโดยใช้ "ปศพพ." จะเกิด "อุปนิสัยพอเพียง" กับตนเอง เกิดการพัฒนา และ "ตกผลึก" ด้วยตนเองได้ "แนวปฏิบัติที่ดี" (หรือฝรั่งเรียกว่า BP) กลายมาเป็น "ทฤษฎีเชิงปฏิบัติ" หรือเราเรียกได้ว่าเป็น "หลักปฏิบัติ"

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ในหลวงท่านทรงทดลองใช้ "หลักคิด" กับการเกษตร ผลก็คือ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ถือเป็นหลักปฏิบัติที่พระราชทานให้เราชาวเกษตรกร



เมื่ออธิบายถึงตรงนี้แล้ว ให้ตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้คิดเทียบเคียง ตัวอย่างนี้ กับการนำ "หลักคิด" คือ "ปศพพ." มาใช้กับการศึกษาในการพัฒนาผู้เรียน ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น
  • ถ้านำ "หลักคิด" นี้ มาใช้กับ "การสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในชั้นเรียนของตนเอง" "หลักปฏิบัติ" จะเป็นอย่างไร?
  • ถ้านำ "หลักคิด" นี้ มาใช้กับ "การสอนเรื่อง ............ " จะได้ "แนวปฏิบัติ"อย่างไร?
  • แนวปฏิบัติที่ดีของเราในการสอนของเรา ใช้หลักคิดแบบ "ปศพพ." เมื่อไหร่ตอนไหน อย่างไร?
  • กิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนเข้านอนอีกครั้ง ตอนไหนบ้างที่ใช้ "หลักคิด" อย่างไร?
  • "หลักปฏิบัติ" ในการแปรงฟัน ดื่มน้ำ ของท่าน เป็นอย่างร? 
  • ฯลฯ
ควรใช้เวลานานพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การอภิปรายร่วมกัน จะทำให้ได้ "ฝึกคิด" ร่วมกัน  สุดท้ายจะเข้าใจ "หลักคิด"


ขั้นสรุป

"หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" คือการนำ "หลักคิดแบบ ๓ ห่วง ๒ เงื่อน ๔ มิติ" มาใช้ในการพัฒนาการศึกษา ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิด "อุปนิสัยพอเพียง"... นั่นเอง




วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

ต้น PBL (๒)

ผมเคยเขียนเปรียบเทียบการจัดการเรียนการสอนบนฐานปัญหา/โครงงาน หรือ PBL กับต้นมะม่วง โดยใช้ชื่อบันทึกว่า "ต้น PBL" ปรากฎว่าวันถัดมา ครูตุ๋มบอกผมว่า ท่าน ศน.สุรางค์ อยากจะเผยแพร่ต่อให้ครูภาษาไทยได้อ่าน ....  เท่านี้ก็มีกำลังใจมากโขแล้วครับ

หลังจากเวที PLC มหาสารคาม ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๗ ในวันที่ ๒๑-๒๒ เมษายน ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่มี "รูปแบบ" "ไร้รูปแบบ" จนถึงขั้น "ริเริ่มรูปแบบ"  ผมจึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจ "ต้น PBL" ปรากฎว่าได้ผลดี  จึงอยากแบ่งปันกับท่าน เพื่อบูชาครูเพื่อศิษย์ครับ




หากเปรียบ PBL เหมือนต้นมะม่วง หน้าที่ของครูคือทำให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" แน่นอนว่า ครูต้อง "ปลูกเป็น" แต่ไม่จำเป็นจะต้องถึงขั้นชำนาญ เพราะในการปลูกมะม่วง หากเป็นคนใฝ่รู้ และน้อมนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา มาเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติ ครูจะสนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมๆ นักเรียน และเป็นผู้ชำนาญการ การปลูกต้น PBL แน่นอน

เมื่อเป้าหมายของครูคือให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องไม่มองความสำเร็จของตนเพียงแค่ "มีต้นมะม่วง" หรือนักเรียน "ปลูกมะม่วงได้" ความสำเร็จของครูต้องดูจาก "ผลมะม่วง" ซึ่งเปรียบเป็น "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" ที่เกิดกับนักเรียน นั่นคือ "นักเรียนปลูกมะม่วงเป็น" เพราะปลูกเป็นจึงเห็นผล ผลมะม่วงหรือทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในที่นี้ก็คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (Learning Outcome) นั่นเอง


ดังที่เขียนไว้ในบันทึกที่แล้ว ว่า

  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู
เราอาจแบ่งขั้นตอนการสอนบนฐานปัญหาเป็น ๓ ขั้นตอน ได้แก่

๑) สร้างแรงบันดาลใจ
๒) พาปลูก
๓) ให้ปลูกเอง




ขั้นสร้างแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายคือทำให้เขา "อยากปลูก" คือทำให้เกิด "ฉันทะ" ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำโดยการโน้มนาม ชี้ให้เห็นความสำคัญ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ หลักการที่สำคัญคือ ต้องทำให้ได้ "ฝึกคิด" เรียนรู้ทฤษฎีและทักษะที่จำเป็น เช่น การสืบค้น การวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ วิธีปลูก เครื่องมือปลูก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในเบื้องต้น

ขั้น "พาปลูก" คือเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะย่อยๆ แต่ละอย่าง เช่น การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน ฯลฯ แล้ว ฝึกนำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นมาบูรณาการใช้เพื่อฝึกปลูกมะม่วง โดยครูอาจพาทำทีละขั้นตอน  ผลที่ได้คือ นักเรียนมีต้นมะม่วงของตนเอง ที่ปลูกด้วยตนเอง (แม้จะทำตามครู) หน้าที่ต่อไปคือดูแลให้ออกดอกออกผล หมายถึงฝึกฝนให้ชำนาญ นั่นเอง

ขั้น ให้ปลูกเองครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง คือปล่อยให้มีโอกาสได้ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง บทบาทของครูคือ ชง ชวน เชียร์ ชม หรือช่วยในบางโอกาส
  • ชง คือ สร้างบรรยกาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้แบบรู้จริง เช่น การกระตุ้นด้วยคำถาม หรือสร้างกิจกรรมหรือเวทีนำเสนอผลงาน ฯลฯ 
  • ชวน คือ แนะนำ หรือชวนให้ทำแบบอื่นๆ ที่นักเรียนอาจคิดคาดไม่ถึง เช่น อาจเล่าเรื่องความสำเร็จของผู้ประสบผลสำเร็จในชีวิตให้ฟัง ฯลฯ 
  • เชียร์ คือ เอาใจใส่ คอยซักถามความก้าวหน้า หาเวลามาอยู่กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง 
  • ชม คือ หัวใจสำคัญของความสุข ต้องชมอย่างจริงใจ หาจุดที่นักเรียนทำได้ดี ชื่นชมและกระตุ้นให้ขยายความสำเร็จนั้นๆ ออกไปอีก
  • ช่วย ในบางโอกาสครูอาจจำเป็นต้องช่วย เมื่อพิจาณาเห็นว่าเกิดกำลังความสามารถสติปัญญาของนักเรียน หรือแม่แต่ ปรามไม่ให้เกินเลยไปสำหรับอันใดที่จะทำให้พวกเขาเองและคนอื่นๆ เดือนร้อน

ภาพความสำเร็จจริงๆ ของการเรียนรู้แบบ PBL คือ ควมชอบ ความสนุกในการเรียน เมื่อใช้หลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา จะทำให้ได้ "ปัญหาที่มีคุณค่า" ซึ่งจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี และสิ่งนี้จะทำให้นักเรียนเป็นผู้มี "ความสุข" กับการเรียนในที่สุด




วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ต้น PBL

ผมได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้จาก ครูสอนดี ครูเพื่อศิษย์ท่านหนึ่ง ท่านส่งบทความเรื่อง PBL มาให้ผมอ่านทาง FB แล้วถามผมว่า "ถูกหรือไม่" ... ผมเขียนบันทึกตอบท่านไปว่า "ไม่มีผิด ไม่มีถูก" และสะท้อนวิธีการของท่านว่า เป็นเหมือนการ "ปลูกต้น PBL" ให้กับเด็กๆ .... ดังจะขยายความต่อไปนี้ครับ

PBL ย่อมาจาก Problem-based Learning แปลเป็นภาษาไทย (ที่ใช้กันทั่วไป) ว่า การเรียนรู้บนฐานปัญหา นิยามของนักการศึกษาจะว่าอย่างไร ผมคิดว่าไม่สำคัญ แต่ที่ PBL สำคัญเป็นเพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทำให้เกิดทั้งความรู้ ทักษะ และที่สำคัญคือทำให้เกิด "ฉันทะ" กับผู้เรียนได้ดี

ถ้าเปรียบ PBL เหมือนต้นไม้ สมมติว่าเป็นต้น "มะม่วง" ทักษะในการปลูกคือ "ทักษะการเรียนรู้" เป้าหมายของเราชาวครูเพื่อศิษย์คือ ทำให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง"และสามารถปลูก"ต้นมะม่วง"ของตนเองได้ ดอกผลของ"มะม่วง" เปรียบเป็น "ความรู้และทักษะ" ที่อยากให้เกิดกับนักเรียน เมื่อนักเรียนปลูก"มะม่วง"เป็น ครูก็ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรต่อไปอีก พวกเขาจะปลูกและขยายผลมะม่วงให้เป็นประโยชน์ต่อไปได้เอง

การทำให้นักเรียนรักการปลูก "มะม่วง" และ "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องชัดเจนว่า ขณะนั้นๆ ตนเองกำลัง "ปลูกให้ดู" "พาปลูก" "ชวนให้ปลูก" หรือ "ชื่นชมผู้ปลูก" ดังขยายความดังนี้
  • "ปลูกให้ดู" คือ นักเรียนไม่ได้ทำอะไรเลย ครูเป็นคนขุดดิน ลงปุ่ย ลงต้นกล้า เอาน้ำมารดให้เรียบร้อย หมายถึง ครูคิด ครูตั้งปัญหา ครูแก้ปัญหา ครูหาคำตอบ นักเรียนเพียงแค่รอรับ "มอบ ต้นมะม่วงนั้นไปดูแล" จนออกดอกผลตามสมควร สิ่งที่ได้อาจเป็น "แรงบันดาลใจ" อยากปลูกเองบ้าง แต่จะให้ออกผลดกขยายผลต่อนั้นไม่ได้ เพราะปลูกไม่เป็น 
  • "พาปลูก" คือ ครูและนักเรียนร่วมกันช่วยกันปลูก โดยครูจะเป็นคนบอกวิธีก่อน นักเรียนจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีปลูก"มะม่วง" จากการลงมือทำที่ละขั้นตอนตามครูก่อน เมื่อปลูกเป็นบ้างแล้ว ก็ทดลองปลูกมะม่วงของตนเองต่อไป การ "พาปลูกมะม่วง" นี้ หมายถึง การ"พาปลูก PBL" โดยครูและนักเรียนได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ครูต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายคือ "ฉันทะ" และ "ทักษะ" ไม่ใช่ "ชิ้นงาน"... ผมแนะนำว่าควรทำแบบ PLC ที่มาจากคำว่า Play & Learn Community หรือ PLean Community (คนละคำกับ PLC (Professional Learning Community) ซึ่งเป็นเวทีของครูและนักการศึกษา) 
  • "ชวนให้ปลูก" คือ ครูไม่สอนวิธีปลูกมะม่วง แต่มุ่งกระตุ้นแรงบันดาลใจให้นักเรียนอยากปลูก"มะม่วง" เอง แนะให้สืบค้นหาวิธีปลูกเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ครูทำหน้าที่เป็นเพียงโค๊ชหรือพี่เลี้ยง ให้นักเรียนได้ฝ่าฟันอุปสรรคของตนเองอย่างเต็มที่ เมื่อนักเรียนปลูก"ต้น PBL" เป็น หมายถึง "เรียนรู้ด้วยตนเองเป็น" เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกที่ได้เรียน ได้ปลูก แบบนี้ เราเรียกว่า PBL ที่เกือบสมบูรณ์ .... ถึงจุดหนึ่ง เมื่อนักเรียนอยากปลูกต้นไม้ชนิดอื่นใด จุดนั้นแหละที่ผมคิดว่า "ใช่" PBL ที่สมบูรณ์ 
  • "ชื่นชมผู้ปลูก" หากทำถูก ครูจะมีความสุข และนักเรียนจะเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ เป็น "เจ้าของสวนมะม่วง" ... ไม่สิ... "เป็นเจ้าของสวนผลไม้" ... ไม่สิ... น่าจะเป็น "เจ้าของสวน เจ้าของไร่ เจ้าของใจตนเอง" .....
การปลูก "ต้น PBL" ทั้ง ๔ วิธีนี้ เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละระดับ (หรือแต่ละคน) แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นระดับประถมศึกษา อาจเป็น "ปลูกให้ดู แล้วพาปลูก" แต่ถ้าเป็นมัธยมศึกษา ต้อง "พาปลูก ชวนให้ปลูก" ถ้าเป็นระดับอุดมศึกษา อาจเพียง "ชวนให้ปลูก" และเน้น "ชื่นชมผู้ปลูก"

สรุปความเข้าใจว่า อะไรคือ PBL

  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" คือ เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู

ครูไทยทุกคนควรเข้าใจว่า PBL ของของชาวตะวันตก กับ PBL ของชาวตะวันออก นั้นแตกต่างกัน และควรภูมิใจว่า PBL แบบพุทธศาสนาของไทยนั้นก้าวไกลไปกว่า PBL ไหนๆ ทั้งมวล  แต่น่าเสียดายที่คนไทยมักมองไม่เห็นสิ่งนี้ มัวแต่ "เห็นดี" กับ "ทฤษฎีตะวันตก" อยู่ร่ำไป

PBL แบบตะวันตก จะมองว่า "ปัญหา" มีไว้ให้แก้ไข ใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างองค์ความรู้จาก "การแก้ปัญหา" แล้วนำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ (ตัวกู) มองทุกอย่างแม้กระทั่ง "ความรู้" เป็นสิ่งมีค่าแทนได้ด้วย "เงิน" ซื้อขายสร้างความเจริญให้กับ "ตัวกู" ดังนั้น PBL แบบตะวันตก จึงมักเน้นผลผลิตที่เป็น "ชิ้นงาน" หรือ ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ (know how) หรือ มุ่งให้เกิดการพัฒนาจากการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ

PBL แบบตะวันออก ในที่นี้หมายถึง PBL วิถีพุทธ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ปัญหา" มีไว้ศึกษาให้ "รู้" คือ "รู้ทุกข์" สาเหตุของปัญหาต้องใช้ "ปัญญา" "ละ" "เลิก" หรือ "แก้ไข" เรียกว่า "ละสมุทัย" โดยมุ่งให้ผู้ศึกษา(ผู้เรียน) เกิดปัญญาเกี่ยวกับทุกข์(ปัญหา) เข้าถึงความดับไปแห่งทุกข์คือสิ้น "ปัญหา" นั้นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งจะบรรลุธรรมดังกล่าวนี้ได้ ต้องเจริญมรรค(มีองค์ ๘) เหมือนหนทางปฏิบัติและภาวนา ในการพัฒนายกระดับจิตวิญญาณของใจ