วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้จากเวที Asia Education Leaders Forum (AELF) ในงาน Wolrddidac Asia 2013

วันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 มีงานการศึกษาระดับโลก Worlddidac Asia 2013 และการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย หรือ Asia Education Leaders Forum (AELF) ที่จัดโดยสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาของเอเซียตะวันออเฉียงใต้ (SEAMEO) องค์การยูเนสโก (UNESCO) สมาคมเวิล์ดไดแด็ค (Worlddidac Assosiation) และบริษัท เทรดเด็กซ์ ประเทศไทย จำกัด 

สมาคมเวิร์ลไดแด็คเป็นกลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ สำหรับวงการศึกษา มีสมาชิกกว่า 300 บริษัท จาก 42 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นงานแสดงมหกรรมสินค้าทางการศึกษาจากทั่วโลกจริงๆ คิดว่าคงไม่ต้องเล่าให้ฟัง เพราะสตางค์โรงเรียนของเราก็คงไม่ค่อยมีมาซื้อ เช่น กล้องดูดาวตัวละแสนสามหมื่น เป็นต้น จากที่ได้เดินตระเวนดู 1 รอบ หากให้แสดงความเห็นและที่อยากจะสะท้อน มีดังนี้ครับ
  • ผอ.แสน พูดกับผมหลังจากที่ท่านไปตระเวนดูว่า อยากเสนอให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เด็กๆ นักเรียนจะได้เข้ามาดูอุปกรณ์ที่เขานำมาจัดแสดงโชว์อย่างนี้บ้าง เพราะเมื่อทางโรงเรียนคงไม่มีทุนทรัพย์จะจัดซื้อได้.. ผมเห็นด้วยกับท่านบางส่วน คือมหาวิทยาลัยควรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีอุปกรณ์สาธิตต่างๆ และคิดต่อว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ว่าควรจะสร้างจากนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ไฮเท็คล้ำหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่มี รัฐบาลต้องลงทุนทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไว้ในแต่ละภูมิภาค...
  • ผมเห็นส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ช่วย "การสอน" มากกว่าช่วย "การเรียน" หรืออีกนัยคือ อุปกรณ์ช่วยครูมากกว่าอุปกรณ์ช่วยเด็ก เช่น กระดานอัฉริยะ โมเดลเครื่องยนต์กลไกสำเร็จรูป โปรเจ็คเตอร์ ซอฟแวร์เกมส์ เป็นต้น.... แต่ก็ไม่แปลกเพราะ didactic แปลว่า "ชอบสอน" เน้น "สอน"... อย่างไรก็ดี ก็มีบางอันที่สนใจที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดใช้ความสามารถ และน่าจะได้ฝึกความฉลาดและทักษะ เช่น เกมส์ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ และโมเดลกลไกสาธิตหลักการและกฎต่างๆ ในธรรมชาติ ที่เด็กต้องต่อตั้งเองเหมือนเล่น Lego... ผมคิดถึงลูกสาวขึ้นมาทันทีที่ได้เห็น และเมื่อเห็นราคาอันเล็กๆ 2,500 ผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวไปหาทางสร้าง "ปั้งโป๊ะ" ให้เล่นดีกว่า...ฮา
  • เมื่อเปรียบกับ "ปัญหาหน้างาน" ของการศึกษาไทยแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องเร่งด่วนซื้อไปแจกแบบ "ยกเข่ง" เว้นแต่ว่าจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทางจริงๆ 
ส่วนการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย (AELF) ที่จัดพร้อมกันนั้น ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Southeast Asia Education, Working Together for Sustainable Future”  ผู้จัดใช้คำว่า "ร่วมมือประสานเพื่ออนาคตอันยั่งยืน" ผมเห็นในโบรชัวร์และเว็บไซต์แจ้งว่าจำนวนผู้นำด้านการศึกษาน่าจะประมาณ 2,000 ราย ผมประมาณด้วยสายตาได้ประมาณ 200 วันแรก และประมาณ 60 คนในวันถัดมา สะท้อนในมุมหนึ่งว่า คนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาเร่งด่วนจริง...

ผมมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางกลับก่อนครบกำหนดวันสุดท้าย จึงได้เข้าร่วมฟังแค่เพียง 2 วันแรก แต่จากการฟัง 2 วันแรก ที่เห็นเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ ในช่วงวันเวลาครึ่งวัน จะ เริ่มด้วยการ "ปาฐกถาพิเศษ" จากวิทยกรที่เด่นที่สุดในช่วงนั้น 1 ชั่วโมง แล้วตามด้วยการ "เสวนาร่วม" ของวิทยากร 3 ท่าน โดยผู้ดำเนินรายการ (modulator) 1 ท่าน อีก 2 ชั่วโมง... ทั้งสองวัน การเสวนาร่วมเป็นเหมือนการกล่าว "ปาฐกถา" ประกอบพาวเวอร์พ็อยท์นั่นเอง...ดังนั้นวันที่สามก็คงจะมีรูปแบบเดียวกัน.. ความน่าสนใจจึงน่าจะไปอยู่ที่ตัววิทยากรและหัวเรื่องที่ท่านพูดมากกว่ากิจกรรมนำเสนอ...

เช้าวันแรก ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงเป็นนโยบายที่ท่านได้ประกาศทางสื่อไปแล้วเช่น เน้นพัฒนาให้อัตราผู้เรียน อาชีพ:สามัญ เป็น 50:50 และพัฒนาการวิจัยของครูสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน (อ่านคำกล่าวของท่านได้ที่นี่)  ดร.วิทยา จิระเดชากุล ผู้อำนวยการ SEAMEO บอกว่า ต้องจัดการระบบเทียบโอนนิสิต และแลกเปลี่ยนบุคลากร และพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน ส่วนศาสตราจารย์ วัสสิลิออส อี เอฟธีนากิส ประธานสมาคมเวิร์ลไดแด็คบอกว่า เอเชียและอาเซียนจะต้องร่วมมือกัน พัฒนานักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลก และต้องคุยกันให้ชัดว่าครูต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ในสังคมอย่างไรบ้าง

ตอนบ่ายเป็นปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ ตัน อุน เซง คณบดีคณะครุศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) วิธีการ "นำสู่บทเรียน" ของท่านแปลกดีครับ...

ท่านเล่าว่า วันหนึ่งไอน์สไตน์ขึ้นรถไฟจะไปไหนสักแห่ง พอพนักงานมาขอตรวจดูตั๋ว ไอน์สไตน์ก็ค้นหาในกระเป๋าเสื้อผ้าและทุกกระเป๋าที่เขามีแล้วบอกว่า "ผมลืมไปแล้วผมเอาไว้ไหน" .. พนักงานพอจำได้ว่าเขาคือไอน์สไตน์ผู้โด่งดัง ก็บอกทันทีว่า "ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านเดินทางพักผ่อนให้สบาย ผมจะอำนวยความสะดวกให้เอง"...แล้วก็กำลังจะเดินออกไป  (ศ.ตัน ท่านพูดทั้งทำท่าทาง จึงทำให้ผู้ฟังสนใจยิ่ง) ... แต่ไอน์สไตน์กลับพูดขึ้นเสียงดังว่า... " ผมลืมไปด้วยว่าผมกำลังจะไปไหน รถไฟขบวนนี้จะไปไหนครับ"...ฮา ศ.ตันท่านสรุปว่า การศึกษานั้นไม่ใช่เพียงรู้ว่ากำลังทำอะไรแก้ปัญหาอะไรเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่ากำลังจะไปทางไหนและไปอย่างไรด้วย


ท่านบอกว่า ปัจจัยของความสำเร็จทางการศึกษาของสิงคโปร์นั้น คือความร่วมมือประสานกัน 3 ส่วนคือ โรงเรียน (Schools) มหาวิทยาลัย (NIE) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE)... ผมชอบตรงที่ท่านเปรียบเทียบกับรูปสามมิติหลอกสายตา จนไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร ขึ้นกับว่าเราจะมองใหมุมไหนเท่านั้น..ท่านบอกว่าในศตวรรษใหม่นี้ การศึกษาของครูก็ต้องปฏิรูป (Reform) เช่นกัน


อีกสไลด์หนึ่งที่ผมชอบ คือการแบ่งขั้นการพัฒนาบทบาทครูออกเป็น 3 ชั้นดังรูป



  • ชั้นแรกคือ สอนดี ครูเป็นแหล่งความรู้ถ่ายทอด ถ่ายโอนสู่นักเรียน 
  • ชั้นที่สองคือ อำนวยช่วยกัน เน้นความผูกพัน ทำข้อตกลง หรือสัญญา เน้นกระบวนการและการมองอย่างองค์รวม 
  • ชั้นที่สามคือ การออกแบบ สร้างสรรค์ จัดการความรู้ สื่อสารเผยแพร่ และสร้างสังคมหรือสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ 
ต่อมาในช่วงเสวนา เป็นตอนที่ผมคิดว่า "คุ้มค่า" กับการมา และค่าลงทะเบียน (ขอบคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ) อย่างยิ่ง เมื่อได้ฟัง ศาสตราจารย์ ไค มิง เชง จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ที่ประทับใจเพราะท่านใช้ข้อมูลสนับสนุนได้อย่างนาเชื่อถือ และหักมุมความเข้าใจของคนทั่วไป หลายประเด็นดังนี้ครับ ท่านบอกว่า
  • มีการสำรวจพบว่า ที่ Imperial College มหาวิทยาลัยอันดับ 10 ของโลก (ดูลำดับ 1-9 ที่นี่) นิสิตมีแรงบันดาลใจในการเป็นวิศกรลดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อเรียนปีสูงขึ้น ดังสไลด์

  • มีการสำรวจวิชาต่างๆ ที่เรียนรู้ใน MIT โดยสมาคมศิษย์เก่า เทียบกับความรู้ที่ได้นำไปใช้จริงในชีวิตจริง พบว่า สวนทางกันแบบชนิดที่ว่า เรียนหนักมากอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้ใช้ในชีวิตจริงกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เน้นในมหาวิทยาลัย (วิชาฝั่งซ้ายเรียนหนัก ขวาเรียนเบา..เสียดายที่ผมถ่ายรูปอีกสไลด์ที่แสดงสิ่งที่นำไปใช้จริงไม่ทัน)

  • ในปี 2006 สำรวจพบว่า คนอังกฤษมีการเปลี่ยนงานเฉลี่ย 13 ในชีวิต และ 10.6 ครั้งสำหรับคนอเมริกา 
  • คนอเมริกันจะเปลี่ยนอาชีพโดยเฉลี่ยน 4.3 อาชีพในชีวิต (สำรวจเมื่อปี 2002)
  • งานจะมีขนาดเล็กลงแต่จะซับซ้อนขึ้น งานไม่จำเป็นต้องมีสังกัดหน่วยงาน และคนจะทำงานเชิงประสานระหว่างงานมากขึ้น ฯลฯ

  • มีชีวิตที่หลากหลายมากกว่าการทำงานกับธุรกิจ เช่น ครอบครัว วัฒนธรรม การเมือง จิตวิญญาณ ชีวิตที่ผ่านคลายยามว่าง และชีวิตหลังเกษียณ เป็นต้น 


  • และในยุคศตวรรษใหม่ ก็มีอะไรๆ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสงคราม  เศรษฐกิจล่มสลาย ฯลฯ 


วันที่สองพูดเรื่องการวัดผลและประเมินผล ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ ที่ประทับใจเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะรู้จักกับ PISA มากบ้างจากเว็บนี้ของไทย  จึงไม่ได้บันทึกอะไรไว้มาแลก...


วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "ชุดคำถามฝึกการคิดตามหลัก ปศพพ."

การถอดความและตีความเอกสารประกอบการบรรยายของท่านทิศนา ทำให้ผมได้ Delearn และ Relearn หลายอย่าง มีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึกฝนตนเอง.... นำมาแบ่งไว้ให้เพื่อนครูนำสู่นักเรียนครับ..

"ชุดคำถามเพื่อฝึกการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"



ไม่ขออธิบายใดๆ เพราะแผนภาพแสดงไว้อาจจะละเอียดมากเกินไป จนทำให้เราไม่ได้ฝึกตั้งคำถามทีเดียวครับ
  • ให้ดูลำดับคำถามตามทิศของลูกศรนะครับ จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 
  • ไม่แนะนำให้ครูนำแผนภาพนี้ให้นักเรียน แต่ทดลองตั้งคำถามกับพวกเขาทีละคำถามๆ ไม่ตายตัว สังเกตว่า พวกเขาได้ "ฝึกคิด" และ "ฝึกทำ" ด้วยตนเองจริงๆ 
 จะดีที่สุดถ้าเราตั้งคำถามทั้งหมดนี้เอง......

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "7 คำถามสำคัญ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดตามหลัก ปศพพ. "

ผมเสนอว่า "7 คำถาม" ต่อไปนี้คุณครูสามารถนำไปถามนักเรียน เพื่อทดสอบ "วิถีพอเพียง" ที่เป็นผลจากวิธีที่ท่านขับเคลื่อนได้เลยครับ หากการตอบคำถามของเขามีลักษณะ 3 ประการต่อไปนี้ แสดงว่ามาดีถูกทาง....
  • ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้จำสิ่งที่ท่องมาบอก....ฟังไม่ยากครับ ฟังว่าความเร็วของเสียง น้ำเสียง เหมือนกับที่พวกเราคุยกับเพื่อนๆ แบบสุภาพๆ นั่นเลยครับ....
  • ตอบ "เหตุ" และ "ผล" อย่างเป็นเหตุเป็นผล
  • ตอบอย่างมีความสุข สนุกที่ได้นำเสนอและตอบคำถามของท่าน.... สังเกตจากสีหน้า แววตา ความมั่นใจ ความกล้า...
"7 คำถามสำคัญ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดตามหลัก ปศพพ." มีดังนี้ครับ
  1. จะทำอะไร? / ทำทำไม?
  2. มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่จะทำหรือไม่? / ต้องศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง?
  3. มีความพร้อมหรือไม่? / มีความเป็นไปได้ที่จะทำหรือไม่? 
  4. ทำอย่างไรจึงจะพอดี พอประมาณ? /  ทำอย่างไรจะสามารถรองรับปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้?
  5. ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ?
  6. อะไรที่ทำได้ดี? / อะไรที่ยังทำไม่ได้ดี จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร?
  7. เกิดการเรียนรู้อะไรขึ้นบ้างจากการคิด/ทำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
 จากศึกษาเอกสารของท่าน ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมในแต่ละประเด็นคำถามของท่าน...ต่อไปนี้ครับ
  1. ทำอะไร?  / ทำทำไม?....ถามให้เห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ คุ้มค่า มีคุณค่า 
  2. มีความรู้เรื่องนั้นหรือไม่? ....ถามให้รู้รอบ (รู้กว้าง รู้ละเอียด รู้ลึก)
  3. มีความพร้อมหรือไม่? ...ถามให้สำรวจตนเอง รู้ตนเอง รู้รอบเกี่ยวกับตนเอง
    - สำรวจแบบ 5M (man, money, materials, management, market) หรือ
    - สำรวจแบบ 4มิติ (สังคม, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ/วัตถุ, สิ่งแวดล้อม) หรือ
    - สำรวจแบบ 3ดู (ดูตน, ดูคน, ดูชุมชนสังคมบริบท)
  4. ทำอย่างไรให้พอดี?  .... มีคุณธรรมไหม  เบียดเบียนตน คนอื่นหรือไม่  ส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมหรือไม่...
  5. ลงมือทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ .... คุณธรรมอะไร ความรู้อะไร ที่ต้องมีต้องใช้จึงจะทำให้สำเร็จ..
  6. อะไรที่ทำได้ดี? ...ประทับใจในผลอะไรที่เกิดขึ้น.. กระบวนการ/วิธีการที่ทำ บุคคลที่เกี่ยวข้อง
  7. ได้เรียนรู้อะไร? ...ให้พิจารณาจากความรู้ที่ได้เพิ่มเติม วิธีคิดแบบใดที่เปลี่ยน เจตคติที่เปลี่ยน ตนเองดีขึ้นอย่างไร ชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ...
ผมเสนอว่า เราฝึกปฏิบัติตนเองก่อน... แล้วค่อยย้อนถามจากประสบการณ์ของตน..น่าจะเป็นผลดีที่สุดทั้งต่อคนถามและคนตอบ..... หรือท่านชอบแบบไหนครับ...

สำหรับผมแล้วสิ่งที่ควรถามคือ "ความพยายามอะไรที่ต้องใช้ในการทำสิ่งนั้นบ้าง? และ ทางสายกลางของสิ่งนั้นคืออะไร? ... ถ้าตอบได้แสดงว่าทำสำเร็จด้วยตนเอง.....

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี " แนวทางการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในสถานศึกษา"

ในเอกสารประกอบการบรรยายของ รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี เรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการนำไปใช้ในสถานศึกษา"....ผมถอดความตอนแรกไว้ที่นี่ครับ บันทึกนี้ จับประเด็นจากการอ่านวิธีการ "นำหลัก ปศศพ. สู่สถานศึกษา" ท่านว่า สามารถทำได้ 3 วิธี ดังรูปครับ



ความจริง... ไม่จำเป็นอธิบายภาพเลยครับ โดยเฉพาะสำหรับผู้อ่านที่เป็นครูแกนนำขับเคลื่อนฯ  ท่านดูปุ๊ป คงจะเข้าใจปั๊บทันที .... แต่วิธีที่ดีและแนำนำคือ ลงนำภาพนี้ไปให้นักเรียนแกนนำลอง "ตีความ" อภิปรายว่า ภาพนี้บอกอะไรพวกเขาบ้าง และถ้าจะดีมากกว่านี้คือ ให้พวกเขาช่วยกันระดมสมองโดยใช้ Mind Mapping โดนใช้ ห่วงสามห่วงนี้เป็นศูนย์กลาง "Mind"

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็อยากตีความบ้างเช่นกันครับ ....สั้นๆ
  • นำไปใช้ 2 แบบในโรงเรียน คือ ใช้กับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน และใช้กับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ 
  • นำไปใช้อีก 1 แบบที่โรงเรียนเป็นหนึ่งในสถานที่ๆ ในนั้น ก็คือใช้กับการดำเนินชีวิตและชีวิตประจำวัน
อย่าลืมนะครับ สำหรับครูแกนนำ... นำภาพนี้ไปให้นักเรียนตีความ (เขาจะได้ฝึกคิด) และลองให้พวกเราลองทำ Mind Mapping ถอดบทเรียนสิ่งที่พวกเขาเข้าใจและกำลังทำอยู่ ... เราจะรู้ทันทีว่า พอดีหรือยัง ....

รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี "กระบวนการคิดและการปฏิบัติงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"

วันที่ 20 กันยายน 2556 ผมมีโอกาสได้ร่วมตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านห้วยหว้า ร่วมกับอาจารย์ศศินี ลิ้มพงษ์ และอาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร จากมูลนิธิยามกัมมาจล ตอนท้ายของการประชุมสรุป อาจารย์ศศินีย์ ได้นำสไลด์ 7 คำถาม ของรองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี ไปมอบให้ ผอ.ใบบุญ ที่ท่านตอบว่า ไม่เคยได้รับ ... ผมสะท้อนเพิ่มเติมว่า เราไม่ควรยึดติดกับ 7 คำถาม หรือจะกี่คำถาม ตามที่ใครๆ จะคิดให้ แต่หัวใจน่าจอยู่ที่เราลงมือทำและตกผลึกเอาเอง...

...แต่เมื่อผ่านวันนั้นมา ผมรู้สึกติดใจว่า ตนเองจะมั่นใจและก้าวล่วงครูบาร์อาจารย์ไป แบบไม่ตั้งตั้งใจเสียแล้ว... เมื่อสำนึกดังนี้แล้ว...สิ่งที่ผมทำคือ กลับไปนำเอกสารประกอบการบรรยายของ รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี เมื่อครั้งที่ท่านปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2555 กลับมาอ่านและศึกษาซื้ออีกครั้ง (ผมได้รับเอกสารนี้จากท่านอาจารย์ศศินี ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม จ. ชุมพร)...

เพื่อเป็นการเตือนตนเองให้ระวังในการคิด พูด ทำ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ยังไม่เคยได้ฟังการบรรยายของท่าน ผมจึงขอนำมาถอดความไว้ที่นี่ ดังนี้ครับ



ความจริง.. ไม่ควรอธิบาย หากครูพิมพ์ภาพนี้แล้วนำไปให้เด็กๆ (มัธยมต้นขึ้นไป) ช่วยกันตีความ แล้วช่วยกันตั้งคำถามเพื่อนำสู่ความสำเร็จ... ไม่แน่ว่าเด็กๆ จะได้ 7 คำถามของ ท่านทิศนา ก็เป็นได้ครับ...

แต่สรุปสั้นๆ เพื่อแป่งปันหลักการคิดของท่าน ได้ดังนี้ครับ
  • ผู้ที่มีอุปนิสัยพอเพียง เวลาจะทำอะไรจะคิดตามขั้นตอนตามภาพนี้ ต่างไปก็ไม่มากแน่ครับ 
  • คือ 
    • รู้รอบเรื่องที่จะทำ 
    • นำสิ่งที่รู้มาคิดด้วยหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
    • ตัดสินใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ ทำอย่างไรจะพอดี
    • ลงมือทำด้วยสติ เพียร อดทน ระมัดระวัง และรอบคอบ 
  • พอประมาณก็คือเหมาะสมกับตน กับคน กับชุมชนสังคมบริบท
  • เหมาะสมด้วยเหตุและผลอย่างเป็นเหตุเป็นผล 
  • คุณธรรมคือสิ่งที่จะทำให้สำเร็จ
ก่อนจบแนะนำแบบเน้นย้ำว่า  ลองนำรูปแผนผังด้านบนไปให้นักเรียนแกนนำตีความร่วมกันว่า "จะถามอย่างไรให้น้องๆ หรือเพื่อนๆ คิดทำได้ตามแผนผังนี้"

... น่าจะเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการขับเคลื่อนฯ 

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

"ครูฝึกกก" จะค่อยๆ ถอย... คอยวันที่เขาจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

จากการ "ตะลุย" ไปตามพื้นที่ ตามโรงเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาการเรียนรู้แบบไทย คือ เราไม่ให้โอกาสนักเรียนได้ฝึกคิดเอง ตั้งปัญหาเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง นำเสนอเอง มากนัก
อาจารย์ศศีน ลิ้มพงษ์ และอาจารย์สุจินดา งามวุฒิพร ผู้ทรงคุณวุฒิจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ได้ไห้ข้อความเห็นไว้ในการร่วมกันตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการขับเคลื่อน ปศพพ. พื้นที่อีสานตอนบน เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ผมจึงเกิดแรงบันดาลใจที่เสนอว่า

"เรา" ในที่นี้คือ ครูและผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กๆ จะต้องค่อยๆ ถอยออกมา...เพื่อที่ "เขา" (ก็คือนักเรียน) จะไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเรา นั่นก็คือ "เรียนรู้ด้วยตนเองได้" หรือนี่ก็คือ "พึ่งตนเองได้" ซึ่งจะถือได้ว่า "เป็นคนพอเพียง"  

ถ้าสมมติครูออกแบบ "วิธีการเรียนรู้" เพื่อเน้น "กระบวนการเรียนรู้" เป็น 4 ขั้นตอน (8ส.) ได้แก่  สืบค้น/สำรวจ สังเคราะห์/สืบสวน สร้างสรรค์/สร้างสื่อ และสื่อสาร/นำเสนอ ดังรูป 

ครูต้องเป็น "ครูฝึกกก" มี ก.ไก่ 3 ตัว (ตามแนวคิดของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ครั้งหนึ่งท่านบรรยายที่งาน ปิดโครงการ LLEN)
  • "ฝึก" ตัวแรกคือ "ฝึกคิด" คือสามารถนำความรู้ (Fact) ที่ได้เรียนรู้มาคิดบูรณาการให้เกิดความรู้ขึ้นในตนเอง คือ เข้าใจ อธิบายได้ วิธีการคือ ต้องจัดให้มีการอภิปราย ถอดบทเรียน หรือสะท้อนการเรียนรู้กันบ่อยๆ โดยครูเป็นผู้ออกแบบ กำหนดปัญหา สร้างสถานการณ์ หรือสร้างนวัตกรรมเครื่องมือ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจในเนื้อหาและทักษะที่สำคัญ
  • "ฝึกก" ตัวต่อมาคือ "ฝึกทำ" เมื่อมีความรู้และทักษะเบื้องต้นแล้ว ครูต้อง "ถอยออกมา" จากการเป็นผู้ออกแบบและกำหนดปัญหาหรือหัวเรื่องต่างๆ มาเป็น "ผู้ร่วม" ร่วมระดมความคิด เป็นคนอำนวยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (ควรฝึกการทำงานเป็นทีม) ได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ 8ส. เป็นครูอำนวย หรือเป็น ครูฟา (Facilitator) ... นักเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติเอง ทำ BAR, AAR, สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง ....ครูเน้นการแนะนำบ้าง แต่ต้องปล่อยให้เรียนรู้จากการทำงาน (Learning by doing) อาจเป็นโครงการต่างๆ เช่น การจัดค่าย การจัดทำงาน พิธีกรรม พิธีการต่างๆ ฯลฯ
  • "ฝึกกก" ก.ตัวสุดท้าย หมายถึง "ฝึกให้เรียนรู้ด้วยตนเอง" ครูต้อง "ถอยออกมาทั้งหมด" โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมๆ ใด กับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ "ปล่อย" ให้เขาได้ สงสัยเอง สืบค้นเอง สำรวจเอง ทดลองทำเอง ลงมือทำเอง สังเคราะห์เอง แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยตนเอง สร้างสื่อ เลือกสื่อ สื่อสารนำเสนอด้วยแบบวิธีของเขาเอง ครูเป็นเพียงผู้ประเมินและสะท้อนกลับ (feedback) เพื่อให้ "เขา" ได้ "เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง"


สรุปให้สั้นคือ "ต้องมีวันที่ครูฝึกกก จะถอย.. เหลือเพียง "ฝ" เฝ้าคอยชื่นชม" .....

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตัวอย่างการสอนให้ได้ "ฝึกคิด" : การสอนแบบ "พาคิด"

การตระเวนไปนิเทศการสอนแบบ KM-ยกกำลังสอง ตามโรงเรียนประถมศึกษาในเขตพื้นที่ สพป.มหาสารคาม เขต 3 และ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 ทำให้ผมได้มีโอกาสได้ "สาธิตการสอน" ให้คุณครูดูหลายครั้ง

วิธีการสอนแบบ "พาคิด" เป็นการสอนให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" วิธีหนึ่ง ผมทำแบบนี้ครับ


ตัวอย่างที่ 1 เรื่อง เครื่องดนตรี ผมได้ทดลองสาธิตการสอนนี้ที่โรงเรียนนาโพธิ์ สพป.มค. 3

เริ่มที่ ดึงสมาธิเด็กๆ ก่อน
  • นักเรียนทั้งหลายครับ.....ห้นมาทางนี้ก่อนครับ... หมุนเก้าอี้มาทางนี้ด้วยลูก...จะได้นั่งถนัด.. มองเห็นมือครูชัดไหมลูก (ยกมือขึ้น)... คนหลังสุดชื่ออะไรนะครับ (ตรวจเช็คว่าเขาได้ยินระดับเสียงที่เราพูดไหม)..ชื่อกิตติพงศ์ (ชื่อสมมติครับ) ชื่อเล่นชื่ออะไรครับ (เรียกชื่อเล่นจะเข้าถึงเด็กได้มากกว่า...แต่คุณครูที่อยู่กับเด็กนานๆ ไม่จำเป็นครับ) ชื่อน้องตั้มใช่มั้ยครับ .... สวัสดีครับน้องตั้ม ....  น้องตั้มครับนี่กี่นิ้วครับ (พร้อมชูนิ้วมือขึ้น การทำแบบนี้เพื่อตรวจเช็คระยะการมองเห็นชัดของเด็กในกรณีที่เด็กนั่งไกล แต่คราวนี้ผมใช้เพื่อ "วอร์มอัพ" การ "พาคิด") .... ถามในลักษณะคล้ายกันนี้แต่ต่างเรื่องกันกับนักเรียนอีก 1 หรือ 2 คน 
  • วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง "เครื่องดนตรี" รู้จักเครื่องดนตรีไหมลูก ใครรู้จักเครื่องดนตรียกมือขึ้น (ดึงสมาธิเป็นระยะด้วยการทำให้มีส่วนร่วม) ยกสูงสูงๆ ลูก ... หนึ่ง สอง สาม สี่ ...... สิบคน (โดยมากนักเรียนไทยเราจะไม่ค่อยชอบยกมือ เลยต้องใช้อุบายย้ำให้ยก และนับจำนวนเพื่อทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องนี้....เว้นแต่จำนวนที่ยกมือเยอะแล้วก็ไม่จำเป็นต้องนับ..)  เครื่องดนตรีหนึ่งที่ครูชอบและอยากจะเล่นเป็นคือ "แคน" เพราะเสียงแคนทำให้ครูคิดถึงบ้าน คิดถึงสมัยตอนเป็นเด็กๆ เท่าพวกเรา ที่ตอนนั้นครูจะวิ่งอยู่ตามท้องไร่ท้องนาด้วยความสนุกสนาน (ขั้นตอนนี้คือการเล่าเรื่องประสบการณ์ชีวิตจริงของเราตอนเป็นเด็กอายุเท่าๆ กับนักเรียน ในเรื่องที่เกี่ยวกับ "เครื่องดนตรี" เพื่อที่จะเปิดใจเด็ก ....เปิดใจเด็กๆ ด้วยการเปิดใจตนเองให้ฟัง ).... (สังเกตว่านักเรียนส่งใจมาอยู่กับเราแล้ว...ลุย)
สำรวจความรู้เดิม
  • ไหนใครเคยเล่นดนตรียกมือขึ้น เคยเล่นนะครับ ที่เคยจับเคยเล่นจริงๆ... (ต้องมีนักเรียนยกมือแน่ สมมติว่าหนึ่งในผู้ยกมือคือน้องนิว).....  น้องนิวเล่นเครื่องดนตรีอะไรลูก...(เรียกชื่อ เพื่อทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนเองสำคัญ)  เล่นกีตาร์ค่ะ ....  ว้าว !!! (ทำท่าทางทึ่งและสนใจ) ใครสอนลูก เล่นตอนไหนบ้าง....  (หากเขาเล่าเรื่องได้ กระตุ้นให้เล่าเรื่อง ฝึกคิดถ่ายทอด)....
  • เริ่มเขียน Mind Mapping ไว้กลางกระดานเรื่อง "เครื่องดนตรี" แล้วเขียนคำว่า "กีตาร์" ไว้เป็นก้านแขนงแรก และเขียนเชื่อ "น้องนิว" ไว้ใกล้ๆ ด้วย (ขั้นตอนนี้จะทำให้เด็กๆ ที่เหลืออยากมีส่วนร่วมบ้าง อยากมีชื่อตนเองบนกระดานบ้าง) 
  • นอกจากน้องนิวแล้วใครเคยเล่นอะไรบ้างลูก .... เปิดโอกาสให้ได้เล่าเรื่องประสบการณ์บ้างเล็กน้อยสัก 2-3 คน (หรือสำหรับคนที่อยากเล่า) แล้วเขียนเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้นๆ ลงเป็นก้านแขนงต่อๆ ไปของ Mind Map...  (ที่โรงเรียนนาโพธิ์มีเด็กที่ยกมือว่า เคยเล่นเครื่องดนเตรีประมาณ 5 คน ที่เคยเล่นคือ แคน กลองยาว ขลุ่ย กีตาร์)
  • ต่อไป..สำหรับคนที่ยังไม่ได้ตอบนะลูก.. เครื่องดนตรีอะไรที่เราเคยเห็น เคยได้ยินเสียง ไม่จำเป็นต้องเคยเล่นเคยจับก็ได้... ช่วยกันคิดๆ  คนที่ตอบแล้วช่วยเพื่อนคิดก็ได้ครับ  แล้วยกมือตอบ โดยไม่ให้ซ้ำกันนะครับ ...   (แล้วเราก่อนค่อยเติมลงไปใน Mind Map) 
  • คราวนี้คุณครูจะเปิดเพลงให้ฟัง เพลงหนึ่ง ตอนเราฟังเพลงให้ทุกคนหลับตา ตั้งใจฟังเสียง แล้วบอกครูว่าได้ยินเสียงอะไรบ้าง ตกลงไหมครับ.... (พูดประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง) ตกลงไหมครับน้องตั้ม ... (พยายามเรียกระบุชื่อนักเรียนเป็นคนๆ)
  • เปิดเพลงให้ฟัง (ที่นาโพธิ์ มีคอมพิวเตอร์ที่เล่นเพลงได้ในห้อง วันนั้นเราเปิดเพลงหมอลำของ ศิริพร อำไพพงศ์)
  • ได้ยินเสียงอะไรบ้างลูก..... (แล้วทำเครื่องหมายลงใน Mind Map ที่เราทำไว้.... สังเกตว่าเด็กที่เคยเล่นเครื่องดนตรีชนิดนั้นจะจำเสียงได้ กิจกรรมนี้ทำให้ห้องเรียนสนุกได้มากครับ)
  • ขั้นตอนนี้ อาจให้นักเรียนทดลองทำ Mind Map ของตนเองลงไปในสมุด และให้เด็กๆ วาดรูปเครื่องดนตรีแทนที่การเขียนคำ ... (แต่วันนั้นไม่ได้ทำครับ...)
  • (ที่ผ่านมาเป็นการฝึกคิดวิเคราะห์แบบแยกแยะจากประสบการณ์เดิม)
เติมความรู้ใหม่ 
  • เอาล่ะ คราวนี้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (วันนั้นนักเรียนนั่งเป็นกลุ่ม) ลองเปิดหนังสือ (มีหนังสือเรียนที่คุณครูใช้) แล้วช่วยกันหาเครื่องดนตรีที่ยังไม่มีใน Mind Map  แล้วเขียนเพิ่มเติมลงไปใน Mind Map 
  • นักเรียนครับ....หากคุณครูจะแบ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มๆ คุณครูจะแบ่งแบบใดได้บ้างหนอ....  (ทิ้งเวลานิดหนึ่ง...สังเกตปฏิกิริยา หากเงียบ แสดงว่า คำถามยากเกินไป ให้ยกตัวอย่างทันที) ... ครูว่า..กลุ่มแรกครูจะเลือกเอาที่ "ใช้ตี" แล้วทำให้เกิดเสียง เช่น กลองยาว กลองชุด ...ฯลฯ  .... แบ่งเป็นกลุ่มอะไรได้อีกหนอ..... (ทิ้งเวลาอีก ทิ้งเวลานานกว่าเดิม....)  ...ใช่แล้วครับ ครูเห็นด้วย ควรแบ่งเป็นกลุ่มที่ "มีสาย" เก่งมากลูก เยี่ยมมาก (มีเด็กตอบได้ ให้ "จับ" และ ชมทันที)....... (ขั้นตอนนี้เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์ จำแนกและจัดหมวดหมู่) 
  • มอบหมายให้แต่ละกลุ่มช่วยกันทำลงบนกระดาษคลิปชาร์ท... และให้นำเสนอ 
 นำไปใช้ (วันนั้นเวลาจำกัดไปไม่ถึงขั้นนี้)
  •  ควร "ชวนคิด" ถึงประโยชน์ของเครื่องดนตรี อาจทำแบบเดิมคือ "พาคิด" หรือใช้วิธีตั้งคำถามกระตุ้นให้เห็นความสำคัญเช่น  หากในโลกนี้ไม่มีเครื่องดนตรีจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฯลฯ
  • มอบหมายให้เด็กๆ ช่วยกันสำรวจ สืบหาว่า ในหมู่บ้านชุมชนของเรา มีใครเล่นเครื่องดนตรีอะไรเป็นบ้าง
  • เป็นไปได้ อาจเชิญ "ปราชญ์ชาวบ้าน" หรือ "ศิลปินชาวบ้าน" (หมายถึงอยู่ในชุมชน) มาเล่นดนตรีให้เด็กๆ ฟังจริงๆ หรือพาเด็กๆ ไปสัมผัส จับเครื่องเล่นดนตรีจริงๆ 

ตัวอย่างที่ 2  เรื่อง "อาหารหลัก 5 หมู่" สาธิตการสอนที่โรงเรียนชุมชนบ้านโพนงามประสาทศิลป์ สพป.กส. 1

เริ่มที่ดึงสมาธิเด็กๆ....
  • นักเรียนทุกคนหันหน้ามาทางนี้ลูก... โอ้...ขอบคุณมากน้องชื่ออะไรนะลูก หันหน้ามาเร็วมากเลย ตั้งใจดีมากครับ ....  (วันนี้แค่พูดประโยคเดียวเด็กๆ ส่งใจมาหมดเลยครับ ... เด็กที่นี่สมาธิดีครับ)
  • คุณครูชื่อ ครูต๋อย ชอบกิจ "ข้าวจี่" ครับ  (แล้วเขียนเป็น Mind Map ลงบนกระดาน ใช้คำว่า อาหารที่ฉันชอบ) 
 สำรวจความรู้เดิม
  • น้องบีมชอบกินอาหารอะไรมากที่สุดลูก (น้องบีมนั่งอยู่หัวโต๊ะตัวแรกของโต๊ะที่เรียงกันเป็นรูปตัวยู) น้องบีมคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า ชอบกิจไข่ตุ่นค่ะ ... (เขียนชื่อน้องบีม และคำว่า "ไข่ตุ๋น" ลงบน Mind Map)
  • น้องหม่ำชอบกินอะไรลูก... น้องหม่ำชอบกิน "ขนมจีน"... แต่ก่อนที่น้องหม่ำจะบอกเพื่อนว่าเราชอบอะไร ให้บอกก่อนว่า "ครูต๋อยชอบข้าวจี่ น้องบีมชอบไข่ตุ๋น" ตกลงไหมคะ ...(แล้วก็พาพูดเลย ทำเป็นตัวอย่าง พาทำ เพราะเด็กยังเล็กเกินไปจะสื่อสารแล้วให้ทำตามคำบอก)  
  • แล้วคนต่อไปล่ะลูก อ้าวเริ่มเลย..ง "ครูต่อยชอบข้าวจี่ น้องบีมชอบไข่ตุ๋น น้องหม่ำชอบกินขนมจีน และ....น้องพิมพ์ชอบกิน...... (วันนี้เด็กเล็กมาก จึงให้ทุกคนช่วยกันพูด... เด็กๆชอบครับ สนุก...แต่อย่าลืมสังเกต ถ้าเด็กเริ่มเบื่อต้องหยุดและเปลี่ยนกิจกรรม) 
เติมความรู้ใหม่ 
  • อาหารที่เรากินนักวิทยาศาสตร์พบว่าสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ ได้แก่ หมู่ที่ 1 โปรตีน ........ (ทำเป็น Mind Map โดยใช้คำว่า อาหารหลัก 5 หมู่)
  • เติมความรู้แต่ละหมู่ของอาหารว่า ได้จากอะไรบ้าง เช่น หมู่ที่ 1 โปรตีน ได้จาก เนื้อ หมู ไก่ ปลา นม ไข่ ถั่วเหลือง.... (โดยใช้สื่อ วันนี้ครูไพจิตร เตรียมรูปภาพอาหารมาอย่างดี)
นำไปใช้
  • คราวนี้เรามาดู ครูต๋อย ที่ชอบกินข้าวจี่ ครูต๋อยกินอาหารหมู่ไหนครับ...... เด็กๆ ตอบได้ครับ บอกหมู่ 2 เพราะเป็นข้าว ......  
  • น้องบีมล่ะครับ  น้องบีมชอบกินอะไรนะครับ .... "ไข่ตุ๋น" (เด็กๆ ตอบเสียงดังพร้อมกัน) แล้ว น้องบีมได้กินอาหารในหมู่ไหนครับ.... เด็กๆ  "หมู่ที่ 1" เด็กๆ ตอบได้ชัดมากครับ (ผมมีความสุขมาก) 
  • ......ค่อยๆ ตั้งคำถามนำ....    
วิธีการนี้ผมเรียกว่า การสอนแบบ "พาคิด"  เด็กๆ ได้ฝึกคิด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ต่อไป